ดูหนังออนไลน์

ค้นหาหนัง

ดูหนัง Human Flow ฮิวแมน โฟลว์ (2017) เต็มเรื่อง

ดูหนัง Human Flow ฮิวแมน โฟลว์ (2017) เต็มเรื่อง - เว็บดูหนังดีดี ดูหนังออนไลน์ 2020 หนังใหม่ชนโรง

หมวดหมู่ : หนังสารคดี

เรื่องย่อ : ดูหนัง Human Flow ฮิวแมน โฟลว์ (2017) เต็มเรื่อง

ดูหนัง Human Flow ฮิวแมน โฟลว์ (2017) เต็มเรื่อง

 

หนังผสมผสานและเปลี่ยนโหมดไปมาระหว่างการเป็นสารคดีจับสังเกตในพื้นที่จริงบริเวณค่ายผู้ลี้ภัยหรือชายแดน (ทั้งจากกล้องโทรศัพท์ของอ้าย เว่ยเว่ย กล้องโดรนของทีมงานที่จับภาพมุมสูง และเหตุการณ์ที่อ้ายเข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรงต่อหน้ากล้อง) การสัมภาษณ์ผู้ลี้ภัยหรือคนจากหน่วยงานที่ทำงานด้านนี้โดยตรงในหลายสาขา (ซึ่งยิ่งหลีกไม่พ้นการที่แต่ละคนจะได้เวลาเพียงสั้นๆ ด้วยประโยคที่สรุปใจความกระชับ หรืออารมณ์ความรู้สึกที่ท่วมท้นในจังหวะนั้นๆ) และเชื่อมทั้งหมดเข้าหากันด้วยข้อเท็จจริงจากสถิติตัวเลข (ที่อาจทั้งชวนช็อกหรือเฉยชา) กับบทกวีหรือคำสำคัญของคนหรือหนังสือสำคัญอันว่าด้วยการลี้ภัยหรือพลัดจากถิ่นฐานบ้านเกิดของตน เพื่อให้เรื่องราวทั้งหมดดำรงอยู่ในเส้นเรื่องเดียวกัน เชื่อมโยงเข้าหากันในเชิงประเด็น และส่องสะท้อนซึ่งกันและกันในด้านความหมายกับอารมณ์ความรู้สึก

แน่นอนว่าด้วยความยาว 145 นาทีที่ถือว่ายาวมากแล้วสำหรับการฉายหนังสารคดีที่ปราศจากความตื่นเต้นและเส้นเรื่องชวนติดตามในโรงภาพยนตร์ ย่อมไม่สามารถบรรจุทุกสิ่งที่จำเป็นต่อประเด็นลงไปได้ทั้งหมด เพราะด้วยสเกลของปัญหาที่กินพื้นที่และรายละเอียดซับซ้อนอย่างกว้างขวาง ต่อให้ยาวสัก 14,500 นาทีก็คงไม่พอ (อ้ายเคยทำงานวิดีโอชื่อ Beijing 2003 ซึ่งบันทึกภาพทุกถนนและตรอกซอกซอยในเขตวงแหวนที่สี่ของปักกิ่ง สิริรวมความยาวทั้งหมด 9,000 นาที หรือ 150 ชั่วโมง) ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่ปรากฏใน Human Flow จึงยากที่จะหลุดพ้นไปจากการสรุป ‘ไฮไลต์’ ของแต่ละพื้นที่ร้อนในโลกของประเด็นผู้ลี้ภัย

IMDB : tt6573444

คะแนน : 7

รับชม : 903 ครั้ง

เล่น : 182 ครั้ง


Human Flow ฮิวแมน โฟลว์ (2017)

“โลกเรามี 195 ประเทศ 7 ทวีป แต่ไม่มีที่ไหนที่พวกเขาเรียกว่าบ้าน” คือใจความสำคัญที่ อ้ายเว่ยเว่ย (Ai Weiwei) ศิลปินและนักเคลื่อนไหวทางสังคมชาวจีน นำเสนอผ่านงานศิลปะชิ้นใหม่ ในรูปแบบภาพยนตร์สารคดีที่ชื่อ Human Flow

เขาที่ อ้ายเว่ยเว่ย พูดถึงคือ ผู้คนจำนวน 65 ล้านคนทั่วโลก (จากการสำรวจของ UNHCR ในปี 2017) ที่ถูกบังคับให้ออกจากประเทศตัวเองและถูกเปลี่ยนสถานะจากผู้อยู่อาศัย กลายเป็น ‘ผู้ลี้ภัย’ ในดินแดนที่ตัวเองไม่คุ้นเคยตามประเทศต่างๆ

ตัวเลข 65 ล้านคนทั่วโลก นับเป็นจำนวนสูงสุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา แต่ที่น่าเสียดายคือมีคนเพียงหยิบมือที่รู้ว่ายังมีบุคคลเหล่านี้อยู่บนโลก โลกใบเดียวกันแต่สภาพความเป็นอยู่ของพวกเขาแตกต่างจากพวกเราโดยสิ้นเชิง

อ้ายเว่ยเว่ย มองเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ และตัดสินใจทำภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมา ด้วยคอนเซปต์ที่แสนเรียบง่าย คือตามถ่ายชีวิตของผู้ลี้ภัยทั่วโลก แต่เขาเลือกเล่นท่ายาก ด้วยการเดินทางถ่ายทำมากถึง 23 ประเทศ สำรวจ 40 ค่ายอพยพ สัมภาษณ์ผู้อพยพและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมากกว่า 600 คน จนได้เป็นฟุตเทจที่อัดแน่นไปด้วยเรื่องราวและความรู้สึกของผู้อพยพที่น้อยคนจะมีโอกาสเข้าถึงไว้มากกว่า 1,000 ชั่วโมง

การซื้อบัตรภาพยนตร์เรื่อง Human Flow เปรียบเทียบได้กับการซื้อบัตรเพื่อไปเข้าชมชีวิตของผู้ลี้ภัยจาก เมียนมา, ซีเรีย, เคนยา, บังกลาเทศ, ไนจีเรีย, อิรัก, ตุรกี, ซูดาน, เซเนกัล ฯลฯ ในมุมที่แตกต่างจากสารคดีผู้ลี้ภัยเรื่องอื่นๆ ที่มักจะนำเสนอชีวิตผู้ลี้ภัยในมุมลึก เช่น Out of Place: Memories of Edward Said (2006) ที่พูดถึงผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์, ชีวิตของผู้ลี้ภัยชาวซีเรียใน The War Show (2016) และ Fire at Sea (2016) ที่พาไปดูการอพยพเข้สู่ยุโรปของผู้ลี้ภัยจากทั่วโลกแบบใกล้ชิด แต่ Human Flow เลือกนำเสนอถึงผู้ลี้ภัยในวงกว้าง ทำให้เห็นภาพรวมของการเดินทาง สภาพความเป็นอยู่ และสิ่งที่ผู้ลี้ภัยต้องเผชิญในมิติที่มากขึ้น

โดยเฉพาะผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาที่ใกล้ตัวพวกเรามากที่สุด กลุ่มคนการเป็นประเด็กถกเถียงในวงกว้างว่าเราควรจะอยู่ร่วมกับพวกเขาได้อย่างไร สถานที่ไหนคือสถานที่ที่พวกเขาควรอาศัยอยู่กันแน่ ในภาพที่ถูกประโคมข่าวจนหลายคนเข้าใจไปว่าชาวโรฮีนจาเป็นกลุ่มคนที่โหดร้าย สร้างปัญหาต่างๆ มากมาย แต่ใน Human Flow จะเสนอภาพที่ทำให้เราได้เห็นมุมมองความเป็นมนุษย์ที่มีรอยยิ้มและเปี่ยมไปด้วยความหวัง ไม่ต่างอะไรกับมนุษย์อีกหลายล้านคนทั่วโลก สิ่งเดียวที่พวกเขาแตกต่างจากเรามีเพียงแค่ พวกเขาไม่สามารถเรียกสถานที่ที่ลืมตาขึ้นมาดูโลกได้ว่า ‘บ้าน’ อย่างเต็มปากเต็มคำเท่านั้นเอง

เช่นเดียวกับผู้ลี้ภัยในค่ายอพยพอื่นๆ ที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยความหวัง แม้จะต้องเดินทางไกลหลายพันกิโลฯ บางครั้งต้องยืนต่อแถวเป็นเวลา 2 ชั่วโมง เพื่อแลกกับแซนด์วิชชิ้นเล็กๆ เพื่อรองท้อง แต่เราแทบไม่เคยได้ยินเสียงบ่นใดๆ จากพวกเขาแม้ในวันที่ไม่มีใครเหลียวแล พวกเขายังใช้ชีวิตต่อไปด้วยความเชื่อว่าจะมีเพียงสถานที่ใดสักที่หนึ่ง ที่จะมอบความสงบสุขและกลายเป็น ‘บ้าน’ ที่พวกเขารอคอยมาทั้งชีวิตได้เสียที

ซึ่งประเด็นนี้กลายเป็นสิ่งที่เซอร์ไพรส์เรามากที่สุด เพราะถ้าเทียบจากผลงานอื่นๆ อ้ายเว่ยเว่ย คือศิลปินที่ไม่เคยประนีประนอมกับเนื้อหาที่มุ่งเน้นการวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา (ถึงขนาดเคยโดนจับและรุมทำร้ายในประเทศจีน) แต่ในคราวนี้เขาผ่อนคลายกับมู้ดการนำเสนอมากขึ้น เขาไม่ได้บีบเค้น เร่งรัด ให้เราต้องรีบรู้สึกเดี๋ยวนั้นว่าชีวิตของผู้ลี้ภัยนั้นยากลำบากมากแค่ไหน แต่เขาเลือกที่จะค่อยๆ นำเสนอชีวิตของผู้ลี้ภัยแบบช้าๆ ไม่ฟูมฟาย ให้ได้เห็นอิริยาบถหลายๆ อย่างของผู้ลี้ภัยทั้งหมด ได้เห็นว่าผู้ลี้ภัยยังยิ้มได้ ยังพอมีชีวิตที่ปกติได้บ้างในบางสถานการณ์ ซึ่งความสบายที่ค่อยๆ นำเสนอให้เห็นนี่ล่ะ ที่ทำให้เรารู้สึกว่านี่คือ ‘เพื่อนมนุษย์’ ที่มีทุกอย่างเท่าเทียมกับเรา ไม่ใช่เพียงแค่ ‘ผู้ลี้ภัย’ ที่ต้องการความช่วยเหลือจากเราเพียงอย่างเดียว

และเมื่อเรามองว่าคนเหล่านั้นคือ ‘เพื่อน’ เราย่อมเต็มใจที่จะดูแลและมอบความช่วยเหลือให้มากกว่าการมองเป็น ‘ใคร’ ก็ไม่รู้ที่อยู่ห่างไกลเราเหลือเกินเป็นธรรมดา

เพราะท้ายที่สุด ไม่ว่าเราหรือผู้ลี้ภัยล้วนเป็นมนุษย์ไม่ต่างกัน เราอาจไม่ได้เป็นมนุษย์ที่พิเศษมาจากไหน เราเป็นเพียงแค่มนุษย์ที่โชคดี ส่วนพวกเขาก็เป็นเพียงแค่มนุษย์ที่โชคร้ายเท่านั้นเอง