ดูหนังออนไลน์

ค้นหาหนัง

ดูหนัง HARD TARGET คนแกร่งทะลวงเดี่ยว 1993 เต็มเรื่อง

ดูหนัง HARD TARGET คนแกร่งทะลวงเดี่ยว 1993 เต็มเรื่อง
Youtube Video

หมวดหมู่ : หนังแอคชั่น , หนังผจญภัย , หนังดราม่า , หนังระทึกขวัญ

เรื่องย่อ : ดูหนัง HARD TARGET คนแกร่งทะลวงเดี่ยว 1993 เต็มเรื่อง

ดูหนัง HARD TARGET คนแกร่งทะลวงเดี่ยว 1993 เต็มเรื่อง

 

 

เรื่องย่อ : HARD TARGET คนแกร่งทะลวงเดี่ยว 1993
A woman hires a drifter as her guide through New Orleans in search of her father, who has gone missing. They discover a deadly game of cat and mouse behind his disappearance in the process.

IMDB : tt0107076

คะแนน : 6.2

รับชม : 2274 ครั้ง

เล่น : 1080 ครั้ง

ป้ายกำกับ : หนังออนไลน์ , ดูหนังออนไลน์ , ดูหนังออนไลน์ฟรี , ดูหนังออนไลน์ฟรีเต็มเรื่อง



HARD TARGET คนแกร่งทะลวงเดี่ยว 1993

หนัง Hard Target ของปี 1993 เป็นหนังเรื่องแรกที่จอห์น วูมากำกับหนังอเมริกา และความเจ๋งของมันก็อยู่ที่ความเป็นหนังแวน แดมม์กับแอ็กชั่นในสไตล์ฮ่องกงนั่นแหละ!

ค่ำคืนหนึ่งในนิวออลีนส์ ชายไร้บ้านถูกไล่ล่าจากกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งและถูกฆ่าตาย ในเวลาต่อมา นาตาช่า (แยนซี่ บัทเลอร์) ลูกสาวของชายไร้บ้านคนนั้นก็มาตามหาพ่อของตัวเองและได้ถูกแวน แดมม์… อ่า แชนซ์ บอโดร อดีตนายทหารช่วยเหลือเอาไว้ สุดท้ายแชนซ์ต้องมาช่วยเหลือนาตาช่าตามหาพ่อของเธอ จนกระทั่งได้เผชิญหน้ากับกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่จัดการล่ามนุษย์เป็นเหมือนกีฬา เมื่อแวน แดมม์… หมายถึงแชนซ์ได้มาลุยเองกับมือ ก็เท่ากับนรกได้มาเยือนกลุ่มนักล่าเสียแล้ว!

หนัง Hard Target

เมื่อเจอลีลาเทพของแวน แดมม์ นักล่ากลุ่มไหนก็ต้องเละเป็นโจ๊กแน่นอน!

ผมจำได้ว่า ได้ดู Hard Target ครั้งแรกราวตอนมัธยมต้น เมื่อตอนจะไปค้างบ้านเพื่อน ผมตัดสินใจซื้อวิดีโอหนังเรื่องนี้ของค่าย CVD โดยไม่รู้ว่าตัวเองจะชอบหรือเปล่า แต่คิดว่าเป็นหนังแอ็กชั่นสไตล์แวน แดมม์และจอห์น วู คงน่าจะสนุกอยู่พอตัว ในตอนกลางคืน ผมกับเพื่อนอีกสามหรือสี่คนนี่แหละ จำไม่ค่อยได้) ขึ้นไปนั่งประจำที่กันบนเตียงขนาดใหญ่ แล้วเปิดหนังเรื่องนี้ดูผ่านจอโทรทัศน์ขนาดใหญ่

ผลลัพธ์ก็คือ มันกลายเป็นประสบการณ์โคตรมันของเด็กชายชั้นม.ต้นไปโดยปริยาย หลังจากนั้น ผมก็นั่งดูมันอีกหลายต่อหลายรอบ

หนัง Hard Target ไม่เพียงแต่เป็นหนังภาษาอังกฤษเรื่องแรกของจอห์น วู แต่มันยังเป็นหนังฮอลลีวูดเรื่องแรกที่กำกับโดยคนจีนด้วย มันใช้ทุนสร้าง 19 .5 ล้านเหรียญสหรัฐ และทำเงินในสหรัฐไป 32 ล้านเหรียญสหรัฐ รายรับรวมทั่วโลกคือ 74 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งก็น่าจะพอถูไถ ไม่ได้ถือว่าฮิตเปรี้ยงป้าง แต่ก็ไม่ได้ถือว่าขาดทุนอะไรนัก แน่นอนว่านักวิจารณ์ย่อมไม่ถูกโฉลกกับหนังสไตล์นี้อยู่แล้ว …แต่หนังแบบนี้ใครจะไปสนนักวิจารณ์กันล่ะ?


ประสบการณ์แง่บวก

สำหรับเด็กชายมัธยมต้นแล้ว หนังเรื่องนี้ทำให้ผมต้องซู้ดปากซ้ำแล้วซ้ำอีก มันเต็มไปด้วยซีนแอ็กชั่นเท่ๆ มีฉากสโลว์โมชั่นเจ๋งๆ เป็นหนังฮอลลีวูดเรื่องแรกๆในชีวิตของผมที่เห็นพระเอกยิงปืนสองมือในสไตล์หนังฮ่องกง มันโคตรเท่เลย จำได้ว่าผมบ้าหนังเรื่องนี้มาก แล้วก็ฝันหวานว่าอยากจะกำกับหนังแอ็กชั่นสักเรื่องโดยมีสไตล์มุมกล้องและฉากแอ็กชั่นแบบ Hard Target นี่แหละ ส่วนเรื่องบทหนัง… ใครจะไปสน!

หนัง Hard Target

สมัยก่อนรู้สึกว่า สไตล์แอ็กชั่นแบบฮ่องกงในหนังฮอลลีวูดนี่มันเจ๋งมาก

แล้วในสมัยนั้น สำหรับผมแล้วแวน แดมม์ (จริงๆชื่อของเขาไม่ได้อ่านแบบนี้หรอก แต่เรียกแบบนี้จนชินแล้ว ขอใช้ชื่อนี้ต่อไปเถอะ) ถือเป็นพระเอกหนังโคตรเท่ ผมไม่ได้หนังของเขาทุกเรื่อง แต่ก็ดูอยู่ไม่น้อย อย่างไรก็ตาม Hard Target คือหนังแวน แดมม์ที่ตัวผมในตอนนั้นชอบมากที่สุด แปลกดีเหมือนกัน ทั้งๆที่น่าจะมีเรื่องที่ดีกว่านั้นแท้ๆ อย่างเช่น Time Cop หรือ Universal Soldier แท้ๆ…

แต่เมื่อเอามาดูใหม่อีกรอบในปัจจุบัน ความรู้สึกจะยังคงเหมือนเดิมหรือเปล่า?

แน่นอนว่ามันจะต้องเปลี่ยนไป ฉะนั้นเวลาที่นั่งดูหนังเรื่องนี้ในปัจจุบัน หลายๆครั้งจะต้องปิดความเป็นผู้ใหญ่ของตัวเอง แล้วเปิดโหมดเด็กมัธยมต้นขึ้นอีกครั้ง ไม่อย่างนั้นคงจะกร่อยแย่

แต่ในเมื่อผมกำลังเขียนถึงหนังเรื่องนี้ด้วยประสบการณ์จากมุมมองในปัจจุบัน ดังนั้น ยังไงก็ต้องอดเขียนถึงในมุมที่ตัวเองในตอนเป็นผู้ใหญ่ต้องรู้สึกไม่ค่อยชอบลงไปบ้าง ถึงอย่างนั้น ตอนนี้เราจะมาว่ากันด้วยแง่มุมเชิงบวกกันก่อน

บอกไว้ก่อนเลยว่า ตัวผมในตอนนี้ (ขณะที่เขียนบทความ) ยังชอบอะไรหลายๆอย่างใน หนัง Hard Target เหมือนเดิม โดยเฉพาะความเท่ของแวน แดมม์ ความสะใจของฉากแอ็กชั่นโดยเฉพาะในช่วงครึ่งท้าย ซึ่งเป็นตอนที่แวน แดมม์ต้องกลายมาเป็นเป้าหมายในการไล่ล่า แต่ที่สะใจที่สุดคงไม่พ้นฉากไคลแม็กซ์ของเรื่อง ตอนที่แวน แดมม์สู้กับรองบอสซึ่งแสดงโดยอาร์โนลด์ วอสลู (The Mummy) คือฉากแอ็กชั่นตอนนั้นจะว่าขำก็ขำ จะว่าเท่ก็เท่มาก คือแวน แดมม์กับรองบอสหันหลังชนกันโดยมีผนังกั้น ทั้งคู่ถือปืนสองมือ แลกเปลี่ยนบทพูดเชือดเฉือนกันเล็กน้อย ก่อนจะหันมายิงใส่กัน มันขำตรงที่ยิงกันไม่โดนเลยนี่น่ะสิ! แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เท่โคตรๆ ฉากปลิดชีพรองบอสที่แวน แดมม์สไลด์ตัวไปบนพื้นแล้วอัดกระหน่ำลูกกระสุนใส่ แม่งเจ๋งสุดๆ!

หนัง Hard Target

ฉากเด็ดเมื่อแวน แดมม์สู้กับรองบอสของเรื่อง

อีกส่วนที่ทำให้ฉากไคลแม็กซ์ค่อนข้างสะใจคือ มันเป็นส่วนที่ผู้ร้ายที่ไล่ล่าชาวบ้านมาตลอดเรื่อง ต้องถูกฝ่ายพระเอกไล่ล่าบ้าง ซึ่งจอห์น วูก็กำกับตรงนี้ได้อย่างเมามันมากจริงๆ

ตัวหนังไม่ได้ดีเด่อะไรเลย แถมพอเอามาดูในปัจจุบัน ยังมีมุมกล้องหลายฉากที่น่ารำคาญหรือชวนให้ขำมากกว่าจะเท่เหมือนอย่างที่รู้สึกในสมัยก่อน แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ จอห์น วูได้ใส่ความเป็นฉากแอ็กชั่นสไตล์ฮ่องกงในหนังฮอลลีวูดไว้ได้เจ๋งมาก ผมเพิ่งมารู้เอาตอนนี้เองว่า จริงๆจอห์น วูไม่ได้อยากกำกับหนังแนวศิลปะการต่อสู้เท่าไหร่หรอก แต่นั่นแหละที่ทำให้ Hard Target เป็นอะไรที่เจ๋งกว่าหนังตามมาตรฐานของแวน แดมม์ ซึ่งมักจะมีฉากไคลแม็กซ์ที่ต้องดวลกันด้วยหมัดต่อหมัดแล้วโชว์การแหกแข้งแหกขาเป็นหลัก ไม่ใช่ว่าใน Hard Target จะไม่มีเลย แต่มันไม่ได้มีเยอะเท่า ส่วนใหญ่จะเป็นแอ็กชั่นแบบยิงปืนใส่กันมากกว่า

หนัง Hard Target

ขึ้นชื่อว่าหนังแวน แดมม์ ก็ต้องมีโชว์ของกันบ้าง

นี่คือรสชาติของหนังแอ็กชั่นช่วงต้นๆของยุค 90 ก่อนหน้าที่หนังอย่าง Jurassic Park จะเปลี่ยนแปลงอะไรต่อมิอะไรหลายอย่าง เป็นเสน่ห์ที่นานๆครั้งจะกลับมาสูดกลิ่นอายมันบ้างก็ดีไม่น้อย

พูดกันตามตรง ผมชอบ Hard Target มากกว่า Mission: Impossible II… อ๊ะๆ เป็นแค่ความเห็นส่วนตัวน่ะครับ!


ประสบการณ์ด้านลบ

เอาละ ขอเวลาปิดความเป็นเด็กมัธยมต้นลงหน่อย

คือมันเป็นหนังที่พยายามจะมีอะไรสักอย่าง พยายามจะผูกประเด็นเรื่องคนไร้บ้าน หรือเรื่องของชนชั้นของสังคม หรืออะไรทำนองนี้ล่ะมั้ง แต่… มันก็เหมือนกับหนังแอ็กชั่นในช่วงยุค 80-90 ประเด็นพวกนี้เหมือนถูกใส่มาแค่ให้มีเนื้อมีหนังขึ้นมาหน่อย ไม่ใช่หนังที่จงใจจะใส่การวิพากษ์วิจารณ์อย่างคมคายอะไรมากนัก

มานั่งดูตอนนี้แล้วก็มีอะไรขำๆอยู่เยอะ อย่างเช่น ทำไมบ้านเมืองนี้มันแปลกๆ คือผู้คนในเมืองเหมือนจะไม่สนใจความรุนแรงอะไรที่เกิดขึ้นมากนัก พระเอกซัดโจร พังข้าวของภายในร้าน แล้วก็เดินจากไปอย่างเท่ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วควรจะต้องถูกตำรวจสอบปากคำอะไรสักหน่อยหรือเปล่า? ฮ่าๆๆๆ!

แล้วผู้ร้ายก็สามารถทำอะไรต่อมิอะไรกับเมืองได้สบายใจเฉิบ บ้านเมืองสามารถร้างคนได้หากผู้กำกับต้องการให้เกิดฉากแอ็กชั่นไล่ล่าครั้งใหญ่ขึ้น คือผมพยายามจะทำความเข้าใจว่าผู้ร้ายกลุ่มนี้ค่อนข้างจะมีตังค์ คงมีการกว้านซื้อตำรวจ หรือนักการเมืองจนทำให้ตำรวจไม่ได้ทำงานอย่างที่ควรจะทำ ฉะนั้นตอนต้นๆเรื่องถึงได้มีฉากที่ตำรวจออกมาประท้วงอะไรสักอย่าง… อืม นี่พยายามจะเข้าข้างแล้วนะ

หนัง Hard Target

กลุ่มนักล่าเหมือนจะเป็นผู้ทรงอิทธิพลกลายๆ บ้านเมืองเงียบสนิทได้เมื่อผู้ร้าย (ผู้กำกับ) ต้องการ!

ฉากสโลว์โมชั่นที่เมื่อก่อนว่าเท่ เดี๋ยวนี้ชวนให้ขำขึ้นมาซะงั้น คือหาจังหวะใส่ความเท่ลงไปได้ก็จะใส่ ต่อให้มันไม่เมกเซนส์หรือไม่เกี่ยวกับเนื้อหาหนังยังไงก็ต้องใส่ โดยเฉพาะซีนที่เกี่ยวกับตัวแวน แดมม์กับบอสหลักของเรื่อง

หนังใช้เวลาครึ่งเรื่องกว่าที่แวน แดมม์จะได้กลายเป็นเป้าหมาย (ซึ่งเป็นส่วนที่ความสนุกจริงๆของหนังจะเริ่มขึ้น) ผมเข้าใจว่าจอห์น วูต้องการอะไร เขาต้องการทำให้ผู้ร้ายกลุ่มนี้ช่างร้ายกาจยิ่งนัก ต้องการให้มีเหยื่อคนที่สำคัญสำหรับพระเอกมากๆตาย จะได้ทำให้พระเอกของเรื่องมีความชอบธรรมในการ “สังหารหมู่” มากยิ่งขึ้น แต่นั่นทำให้ผมรู้สึกว่าครึ่งแรกเป็นอะไรทื่อืดๆอย่างบอกไม่ถูก โดยเฉพาะในมุมมองของคนดูยุคปัจจุบัน ที่ฉากโชว์ฉีกแข้งฉีกขาของแวน แดมม์ชักจะเริ่มเชยๆสำหรับคนสมัยนี้ไปแล้ว

ตัวร้ายของเรื่อง… จอห์น วูพยายามจะทำให้มันมีอะไรมากกว่าจะเป็นตัวร้ายทั่วๆไป พยายามทำให้เท่ด้วยการโชว์ให้เห็นว่ามีคลาส เล่นเปียโนได้เก่งสุดยอด มีความเป็นโปรเฟสชั่นนัล ไม่ล่าคนที่ไม่ใช่เป้าหมาย บลาๆๆ… จะว่าไงดีล่ะ สุดท้ายมันก็ตัวร้ายตามสไตล์หนังแอ็กชั่นทั่วๆไปละนะ

พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระเอกกับนางเอก Hard Target น่าจะเป็นหนังเพียงไม่กี่เรื่องของแวน แดมม์ในยุคนั้นที่ไม่ได้ใส่ฉากเซ็กส์ลงไปด้วย คือปกติจะต้องมีฉากทำนองนี้ใส่เข้าไปบ้าง แต่ในเรื่องนี้ความสัมพันธ์ออกไปในเชิงกุ๊กกิ๊กกันเสียมากกว่า ซึ่งผมก็ไม่ได้ติดใจอะไรนักหรอก มาถึงตรงนี้จะใส่ฉากเซ็กส์หรือไม่ใส่ก็ไม่ได้มีผลอะไรเป็นพิเศษ พูดง่ายๆคือ นางเอกเรื่องนี้ มีหน้าที่เพียงเพื่อเซ็ทอัพเรื่องราวให้พระเอกกับผู้ร้ายได้มาเจอกัน อะไรทำนองนั้น

หนัง Hard Target

ฉากโรแมนติก?


สรุป

Hard Target คือหนังแอ็กชั่นเกรดบีตามสไตล์แวน แดมม์ที่มีแอ็กชั่นอัดแน่นด้วยสไตล์ของจอห์น วู ฉากหลายๆฉากก็มันสะใจตามประสาหนังแอ็กชั่นในช่วงเวลานั้น เพียงแต่เมื่อเจอความน่ากลัวของสิ่งที่เรียกว่า “กาลเวลา” เข้าไป ฉากที่เคยว่าเจ๋งๆก็กลายเป็นเรื่องเชยๆไปแล้วเหมือนกัน