ดูหนังออนไลน์

ค้นหาหนัง

ดูหนัง The Hobbit 3 เดอะ ฮอบบิท สงคราม 5 ทัพ เต็มเรื่อง

ดูหนัง The Hobbit 3 เดอะ ฮอบบิท สงคราม 5 ทัพ เต็มเรื่อง
Youtube Video

หมวดหมู่ : หนังผจญภัย

เรื่องย่อ : ดูหนัง The Hobbit 3 เดอะ ฮอบบิท สงคราม 5 ทัพ เต็มเรื่อง

ดูหนัง The Hobbit 3 เดอะ ฮอบบิท สงคราม 5 ทัพ เต็มเรื่อง

 

 

เรื่องย่อ : The Hobbit 3 เดอะ ฮอบบิท สงคราม 5 ทัพ
The Hobbit 1 : An Unexpected Journey เดอะ ฮอบบิท การผจญภัยสุดคาดคิด
เรื่องราวเริ่มต้น ด้วยการเดินทางผจญภัยของ บิลโบ แบ็กกินส์ ฮอบบิทผู้รักสงบ ที่ถูกเลือกเข้าสู่ภารกิจอันยิ่งใหญ่โดยการทาบทามของ แกนดัล์ฟ พ่อมดสีเทา ให้เข้ามาเป็นสมาชิกคนที่ 14 ซึ่งรับหน้าที่เป็นหัวขโมยในคณะคนแคระทั้ง 13 กับการทวงคืนอาณาจักรคนแคระแห่งเอเรบอร์ที่สาปสูญหลังจากถูกยึดครองโดยมังกรสมอว์กมาอย่างยาวนาน นำโดยนักรบในตำนานและผู้สืบทอดบันลังก์โดยชอบธรรมอย่าง ธอริน โอเคนชีลด์ สู่การเดินทางสุดอันตรายยังเทือกเขาเดียวดาย ณ ดินแดนทิศตะวันออก ท่ามกลางดินแดนแห่งความไม่น่าไว้วางใจของสิ่งมีชีวิตมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเหล่าพราย, โทรลล์, ออร์ค ,หมอผี หรือหมาป่าวอร์กสุดอันตราย
และ ระหว่างการเดินทางไปยังจุดหมาย ณ พื้นที่รกร้างแห่งภูเขาเดียวดายนั้นเอง คณะเดินทางก็ต้องเอาชีวิตรอดอีกครั้ง จากอุโมงค์ก็อบลิน ที่นี่บิลโบได้พบ “กอลลัม” สิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดและน่ารังเกียจ ผู้ครอบครองแหวนทองที่มีพลังอำนาจพิเศษเกินกว่าเขาจะคาดคิด และก็ด้วยการใช้เชาว์ปัญญา ทำให้บิลโบสามารถหนีรอดออกมาได้ พร้อมกับแหวนทองวงดังกล่าว 
บิลโบ และคณะเดินทางหนีพ้นการตามล่าของออร์คด้วยความช่วยเหลือของฝูงนกอินทรีย์ยักษ์ สู่เทือกเขาเดียวดาย ณ ดินแดนแห่งเอเรบอร์ การผจญภัยครั้งใหม่ กำลังจะเริ่มต้นอีกครั้ง…

IMDB : tt2310332

คะแนน : 7.4

รับชม : 6828 ครั้ง

เล่น : 2753 ครั้ง

ป้ายกำกับ : หนังออนไลน์ , ดูหนังออนไลน์ , ดูหนังออนไลน์ฟรี , ดูหนังออนไลน์ฟรีเต็มเรื่อง



The Hobbit 3 เดอะ ฮอบบิท สงคราม 5 ทัพ

ถ้าให้เราพูดตามตรง เราคิดว่าสองภาคที่ผ่านมา (The Hobbit: An Unexpected Journey และ The Hobbit: The Desolation of Smaug) เนื้อเรื่องค่อนข้างยืดเยื้อและเวิ่นเว้อเกินไป จนเรารู้สึกเบื่อในหลายๆ ฉากเลยทีเดียว

ซึ่งพอทราบว่า The Hobbit: The Battle of the Five Armies ยาวแค่ 144 นาที (ที่จริง ใช้คำว่า “แค่” ก็ยังรู้สึกแปลกๆ แต่ 144 นาทีนี้ก็ถือว่าสั้นที่สุดในบรรดาทุกภาคแล้ว) ก็ค่อยใจชื้นขึ้นมานิดนึงว่า เราคงไม่ง่วงไปกว่าภาคก่อนๆ และภาคนี้คงเต็มไปด้วยฉากบู๊เกือบทั้งเรื่อง (ก็ชื่อตอนมันชื่อ “สงครามห้าทัพ” นี่นา!)

แต่เอาเข้าจริง… ภาคนี้ก็ยังมีความเอื่อยเฉื่อยเรื่อยเปื่อยจนเราแอบเมื่อยตูดอยู่ดี…

จุดอ่อนของ The Hobbit: The Battle of the Five Armies ข้อนึงคือไม่มีการย้อนความเดิมตอนที่แล้วในภาคก่อนๆ (ในวิธีใดวิธีหนึ่ง) ให้กับผู้ชมเลย ซึ่งสำหรับเรา เราคิดว่ามันสำคัญนะ มันไม่ใช่เพียงประเด็นการปะติดปะต่อเรื่องว่าคนดูจะจำได้หรือจำไม่ได้ แต่ส่วนที่อยู่ในหนังภาค 1-2 มันคือเรื่องราวส่วนที่เป็นพล็อตหลักหรือหัวใจสำคัญของหนังสือล้วนๆ ถ้าไม่มีส่วนนั้น หนังภาคสามนี้ก็แทบไม่ต่างอะไรกับหนังสงครามช่วงชิงอำนาจสมบัติทั่วไป ที่เน้นขายแต่ตัวละครแฟนตาซีสุดล้ำและความเป็น LOTR

พล็อตจริงๆ ในหนังสือคือ เรื่องราวของเจ้า Hobbit ตัวจิ๋วตีนโต Bilbo Baggins ออกเดินทางไปยัง Lonely Mountain กับกลุ่มคนแคระเพื่อเอาภูเขา ปราสาท และทรัพย์สมบัติมหาศาลในนั้นคืนมาจากมังกร Smaug ผู้ชั่วร้าย ในขณะที่เรื่องราวในหนังภาคสามนั้น ในหนังสือมีบรรยายแค่ “ไม่กี่พารากราฟ” เท่านั้น (แต่ก็มีความสำคัญคือเป็นช่วงต่อที่โยงไปเรื่อง The Lord of the Rings)

จุดอ่อนอีกประการคือ ในภาคนี้ Hobbit หรือ Bilbo Baggins แทบไม่มีบทบาทหรือความเด่นเอาเสียเลย ทั้งๆ ที่ชื่อหนังคือ “The Hobbit” แต่ในภาคนี้เขากลับไม่ใช่ตัวดำเนินเรื่องอย่างที่ควรจะเป็น เขากลายเป็นตัวประกอบที่แทบไร้บทบาทสำคัญ เหมือนหนูตัวหนึ่งที่วิ่งไปวิ่งมาท่ามกลางสงครามเท่านั้น ซึ่งก็ต้องยอมรับแต่แรกแหละว่า ถ้าเลือกจะแยกภาคซะสามภาคขนาดนี้ ภาคสงครามก็ต้องยอมให้ความสำคัญของเรื่องตกไปอยู่ที่ราชาคนแคระ ไม่ใช่หัวขโมย Hobbit เหมือนตอนระหว่างการเดินทาง

ตัวละครอีกตัวนึงที่มาขโมยซีน Hobbit ของเราในภาคนี้ก็คือ Alfrid (Ryan Gage) ที่ในภาค The Hobbit: The Desolation of Smaug นั้น เขาออกมาไม่กี่นาที จนเราจำแทบไม่ได้ว่านางเป็นใคร มาจากไหน แต่ในภาคนี้ เราจะได้เห็นนางโผล่ไปโผล่มาเกินความจำเป็นอย่างน่ารำคาญตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งทั้งนี้ อาจเป็นความตั้งใจของผู้กำกับฯ ที่อยากให้มีตัวตลกในเรื่อง เพราะไม่อยากให้หนังเป็นสงครามที่ซีเรียสเกินไป (เพราะในภาคก่อนหน้า The Hobbit จะเป็นหนังไปทางโลกสวยใสๆ เน้นผจญภัยขำๆ และความแฟนตาซี มากกว่าขายฉากสงครามมหากาพย์แบบภาคนี้)

แต่จริงๆ เราว่า ให้แก๊งคนแคระเป็นตัวตลกของเรื่องแบบเดิม มันก็น่ารักในแบบฉบับของมันดีอยู่แล้ว สำหรับเรา หนังขาดเสน่ห์ลงไปมากจริงๆ เมื่อคนแคระทั้งหลายถูกลดบทบาทลงไปแบบสิ้นเชิง และเมื่อความเจ้าเล่ห์ขี้ขโมยของเจ้าตีนโตถูกดร็อปลง

นอกจากนี้ ความสำคัญของบิลโบก็ถูกแบ่งไปให้เอลฟ์สาว Tauriel ที่ไม่รู้ทำไมผู้กำกับฯ ถึงดันให้มีบทบาทเสียเหลือเกิน ทั้งบทบู๊ก็ให้เป็นเอลฟ์สาวที่เก่งกล้าและกล้าหาญ ทั้งบทรัก ก็ให้นางเป็นเอลฟ์ที่มีความเป็นมนุษย์สูงกว่าตัวละครอื่นๆ จนรวมๆ เด่นกว่าเลโกลัสสุดหล่อเสียอีก หรือผู้กำกับฯ ต้องการมีบทบาทเป็น feminist กับเขาบ้าง เชิดชูคาแรกเตอร์หญิงให้เป็นวีรสตรี แบบหนังดังที่ประสบความสำเร็จหลายเรื่องตัวละครเอกเป็นผู้หญิงอย่าง Katniss Everdeen ใน The Hunger Games กับ Tris ใน Divergent เป็นต้น

ไหนๆ ก็ไหนๆ เรื่อง Legolas ก็เป็นอีกข้อติที่เราขอบ่นเป็นการส่วนตัว มันคือความน่าเสียดายที่ในภาคนี้บทบาทและความเท่ของเขาถูกลดลงไปมาก ถึงแม้ฉากที่เขาออกมาหลายฉาก ก็เท่ระเบิดระเบ้อไปน้อยไปกว่าใคร แต่ในฉากนั้น ก็ยังมีความตลกที่ไม่เมคเซนส์ ซึ่งทำให้ความขลังของเอลฟ์หนุ่มของเราดร็อปลงไปเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้มีทางแก้ไขคือ สร้างหนังเดี่ยวให้ Legolas ภายใต้ชื่อว่า The Elf รับรองว่าเรทติ้งต้องกระฉูดไปทั่วไตรภูมิ (สนองตัณหาส่วนตัวมากๆ #ทีมเอลฟ์)

ส่วนสิ่งที่เป็นข้อดีของ The Hobbit: The Battle of the Five Armies ก็คงเป็นเรื่องของการแสดงอันทรงพลังของนักแสดงทั้งหลาย แล้วก็ภาพสวยๆ CG อลังการงานสร้าง ที่เลอค่าแก่การดู 3D แบบ HFR อย่างยิ่ง (HFR = High Frame Rate หรือระบบการฉายภาพ 48 เฟรมต่อวินาที) บอกเลยว่า ภาพสวยมาก ตื่นตาตื่นใจ สมทุนสร้าง $250M (ประมาณ 8 พันล้านบาท) ฉากสงครามในช่วง 45 นาทีสุดท้าย ก็สนุกเต็มอิ่ม ลุ้นจิกเบาะ ไม่น่าเบื่อแบบตอนปูเรื่องแรกๆ (แถมแอร์ในโรงหนังก็หนาวสมกับฉากต่อสู้ท่ามกลางหิมะและน้ำแข็งมากๆ ค่ะ!) จึงทำให้เรารู้สึกโอเค ไม่เสียดายเวลาและค่าตั๋วเลยสักนิด

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะร้ายหรือดีอย่างไร สงครามห้าทัพจบลงในที่สุด แต่คนที่ได้มหาสมบัติมากที่สุด… ไม่ใช่คนแคระ… ไม่ใช่เอลฟ์… ไม่ใช่ออร์ค… ไม่ใช่พ่อมด…. ไม่ใช่ฮอบบิต… คนที่รวยที่สุดในตอนจบของเรื่อง ไม่ใช่ใครอื่น แต่คือ Peter Jackson ผู้กำกับฯ The Hobbit ไตรภาคคนนี้นี่เอง…