ดูหนังออนไลน์

ค้นหาหนัง

ดูหนัง The Godfather 1 เดอะ ก็อดฟาเธอร์ 1 1972 เต็มเรื่อง

ดูหนัง The Godfather 1 เดอะ ก็อดฟาเธอร์ 1 1972 เต็มเรื่อง
Youtube Video

หมวดหมู่ : หนังอาชญากรรม , หนังดราม่า

เรื่องย่อ : ดูหนัง The Godfather 1 เดอะ ก็อดฟาเธอร์ 1 1972 เต็มเรื่อง

ดูหนัง The Godfather 1 เดอะ ก็อดฟาเธอร์ 1 1972 เต็มเรื่อง

 

 

เรื่องย่อ : The Godfather 1 เดอะ ก็อดฟาเธอร์ 1 1972
นำเสนอเรื่องราวแห่งความรุ่งโรจน์และตกต่ำของครอบครัวชาวซิซิลีอพยพ ที่เรืองอำนาจและพยายามขยายอำนาจของตระกูลในอเมริกา ในช่วงหลังสงครามที่สังคมอเมริกันเต็มไปด้วยคอรัปชั่น การหลอกลวงและหักหลัง ผ่านเรื่องราวของ ดอน วีโต คอร์เลโอเน (มาร์ลอน แบรนโด) เจ้าพ่อมาเฟียชื่อดังภายใต้สมญานาม ก็อดฟาเธอร์ เขามี ทอม เฮเกน (โรเบิร์ต ดูวัล) ลูกบุญธรรมเป็นที่ปรึกษาและทนายประจำตัวและมีลูกบุญธรรมอีกคน คือ จอห์นนี่ ฟอนเทน (อัล มาร์ติโน) ซึ่งมีอาชีพเป็นนักร้องในลาสเวกัส วีโต ทำทุกอย่างเพื่อให้ จอห์นนี่ ได้ทำในสิ่งที่เขาต้องการนั่นคือการเป็นนักแสดง โดยให้ ทอม เป็นคนจัดการเรื่องราวทั้งหมด ภายหลังจากที่ ทอม กลับมาจากลาสเวกัสมีคำเชื้อเชิญจาก ซอลลอสโซ่ นักค้ายาเสพติดที่ร่วมมือกับ บรูโน่ ตาตาเลีย ลูกชายตระกูลมาเฟียอีกตระกูลหนึ่ง วีโต ซึ่งตำรวจและนักการเมืองจะไม่สนับสนุนเขาอีกเมื่อเขาค้ายา ซึ่งต่างไปจากธุรกิจคาสิโนของเขา ทำให้ ซอสลอสโซ่ ไม่พอใจจึงส่งคนมาลอบยิง วีโต จนบาดเจ็บสาหัส ลูกชายของเขา ซันนี่ (เจมส์ คาน) และ ไมเคิล คอร์เลโอเน (อัล ปาชิโน) จึงต้องลงมือช่วยเหลือพ่อของเขา..เรื่องราวของการฆ่าล้างแค้น ทรยศ หักหลัง ในวงการมาเฟียจึงเกิดขึ้น

IMDB : tt0068646

คะแนน : 9.2

รับชม : 178 ครั้ง

เล่น : 69 ครั้ง

ป้ายกำกับ : หนังออนไลน์ , ดูหนังออนไลน์ , ดูหนังออนไลน์ฟรี , ดูหนังออนไลน์ฟรีเต็มเรื่อง



The Godfather ทำไมถึงคลาสสิก ?

ผมได้ดูสองภาคแรกเมื่อนานมาแล้ว  ไม่โตทันที่จะได้ดูในโรงหรอกครับ ดูวิดีโอเป็นม้วน ๆ นั่นแหละ  ดูแล้วชอบมาก  แต่ด้วยความที่เป็นเด็ก ก็เลยไม่ค่อยเข้าใจอะไร ๆ สักเท่าไหร่  แต่พอมาเป็นภาค ๓ มีโอกาสได้ดูในโรงกับเขาบ้าง  ก็ชอบอีกนั่นแหละครับ  แต่ภาค ๓ นี้ ไม่ได้รางวัลออสการ์  ซึ่งผมจะขอพูดถึงต่อไป  และสำหรับภาค ๒ ที่นักวิจารณ์หลาย ๆ คน บอกว่าดีเท่าภาคแรก  หรือหลายคนอาจบอกว่าดีกว่าภาคแรกเสียด้วยซ้ำไป  ผมขอเห็นต่างนะครับ

เหตุที่ต้องเอาหนังเรื่องนี้มาพูดในตอนนี้  ทั้ง ๆ ที่แฟนหนังตัวจริง คงดูกันจนปรุไปหมดแล้ว และนักวิจารณ์ก็วิจารณ์ชำแหละจนไม่เหลือซากแล้ว  แต่ว่า หลังจากที่ผมได้ดูหนังเป็น "ม้วน ๆ"  ก็ได้มีโอกาสดูเป็น "แผ่น ๆ" และก็ได้ดูมานานแล้ว  ซึ่งยิ่งดูก็ยิ่งชอบ  และเร็ว ๆ นี้ ผมก็ได้ดูอีกครั้งหนึ่ง  ในรูปแบบ "แผ่น" ที่ไฮเท็คขึ้นมาอีก  จึงทำให้ได้ภาพชัดแจ๋ว สีสวย  (แต่อย่าลืมว่าหนังเป็นประเภทฟิล์มนัวร์  ชัดแจ๋วยังไงก็ยังเป็นโทนมืดอยู่ดี)

เอาเป็นว่า หนังมันค่อนข้างจะเป็นที่รู้จักกันดี  ผมจะไม่เล่าเรื่องให้เสียเวลา  แต่จะพูดในประเด็นที่ว่า ทำไม ก็อดฟาเธอร์จึงเป็นหนังคลาสสิกนัก คลาสสิกหนา  อะไรจะยิ่งใหญ่ปานนั้น  ต้องขอพูดนิดหน่อยว่า สองภาคแรกได้รางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม  แต่ภาคสาม รู้สึกว่าจะไม่ได้อะไรเลย 

ภาคแรกนั้นยิ่งใหญ่แน่  ในทัศนะของผมคิดว่าเป็นภาคที่ดีที่สุด  ไม่ใช่ภาค ๒ อย่างที่หลาย ๆ คนพูด  เหตุเพราะหนังมันคลาสสิกอยู่แล้ว  ยิ่งภาคแรกยิ่งเป็นความคลาสสิกของคลาสสิกเข้าไปใหญ่  เพราะหนังภาคแรกจะมีความสมบูรณ์ลงตัว  ส่วนหนังภาคต่อ แม้จะลงตัว แต่ตัวของมันเองจะต้องอิงกับภาคแรกไม่มากก็น้อยอยู่ดี  ส่วนประเด็นที่ว่า หนังเรื่องใดสามารถดูภาคต่อ โดยผู้ชมสามารถสนุกกับมันได้หรือไม่นั้น  เป็นเรื่องของการกำกับหนัง  ไม่ใช่เรื่องความสมบูรณ์ของหนัง

ภาคแรกคลาสสิกตรงที่ ตั้งแต่เปิดฉากมา เราได้เห็นภาพในลักษณะที่เป็นการเปิดตัว ดอน คอลีโอเน่ ได้อย่างสง่างาม  ด้วยเหตุการณ์และคำพูดของ "โบนาเซร่า" ผู้ที่มาร้องขอความเป็นธรรมกับดอน  เพราะเหตุที่ใช้กลไกของรัฐแล้วไม่ได้ผล  หนังได้เสียดสีตั้งแต่ฉากแรกนี้  ว่ารัฐไม่สามารถเยียวยาผู้เสียหายได้ และนี่เองจึงเกิดระบบมาเฟียขึ้นมา  ดอนกล่าวว่า "แล้วทำไมคุณไม่มาหาผมเสียตั้งแต่แรก"  หนังไม่ได้เปิดตัวด้วยความรุนแรง แม้จะเป็นหนังเกี่ยวกับมาเฟีย

การถ่ายภาพ และบทสนทนาในลักษณะนี้ มีตลอดทั้งเรื่อง  เราได้เห็นกระบวนการเกิดของมาเฟีย อย่างไม่ถูกยัดเยียด  เราจะเห็นการสมประโยชน์กันระหว่าง ผู้ขอ กับผู้ถูกร้องขอ  ไม่ว่าจะเป็นในอนาคตอันไกลหรือใกล้  เราได้เห็นการหักเหลี่ยมกัน  ในแบบที่ผู้หักและผู้ถูกหักต่างตีหน้าซื่อด้วยกันทั้งสองฝ่าย  เราได้เห็นว่าความยิ่งใหญ่ของผู้ที่อยู่ในวงการนี้ แต่ก็เป็นความเจ็บปวด และความสูญเสีย  แม้ผู้ชมจะเห็นว่ามาเฟียนั้นมีอำนาจวาสนาอย่างไร  แต่ความรุนแรงที่ถ่ายทอดออกมาอย่างหมดจดนี้  น่าจะทำให้หนังเรื่องนี้แอนตี้มาเฟียมากกว่า  ผมดูแล้วรู้สึกว่า ให้ผมยิ่งใหญ่แบบนี้ผมไม่เอาแน่นอน 

ฉากจบของภาคแรก เป็นฉากที่จบแบบธรรมดาที่สุด  ไมเคิล สืบต่อตำแหน่งดอนจากพ่อ  เคย์ภรรยาของไมเคิล ถามไมเคิลถึงเหตุการณ์ร้าย ๆ ว่าไมเคิลอยู่เบื้องหลังจริงหรือไม่  ไมเคิลตอบอย่างหน้าตายและจริงจังว่า "ไม่จริง"  แต่หลังจากนั้น  สมาชิกในครอบครัวเข้ามาจูบมือของไมเคิล กล่าวแต่เพียงสั้น ๆ ว่า "ดอน คอลีโอเน่"  เคย์มองดูความเป็นไปที่เกิดขึ้น  แล้วประตูที่กั้นระหว่างเคย์และไมเคิล ก็ปิดลง  โอ้โห คิดได้ยังไงครับ คุณฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่า ผู้กำกับหนังเรื่องนี้

ภาค ๒ ที่ว่าดีกว่าภาคแรกนั้น ดีครับ  แต่ผมว่าเป็นการเล่าเรื่องต่อ และเติมเต็มภาคแรกที่สมบูรณ์อยู่แล้วเท่านั้น  โดยเล่าเรื่องย้อนหลังไปตั้งแต่ ดอน วีโต้ คอลีโอเน่ ยังเยาว์วัย  ตัดสลับไปกับการเติบใหญ่ในฐานะดอนของไมเคิล  และการที่ไมเคิลต้องกำจัดศัตรูด้วยการที่ต้อง "รู้ทัน"  และต้องกำจัดแม้แต่พี่ชายตัวเอง

ส่วนภาค ๓ นั้น  ล้มเหลวในแง่คำวิจารณ์  ความจริงหนังทำออกมาได้ดีเกือบเท่าสองภาคแรก  ผมว่าอยู่ในระดับใกล้เคียงกันเลยทีเดียว  เพียงแต่ออกมาในจังหวะที่ไม่ค่อยดี  ผมสนุกไปกับเนื้อเรื่องมาก  แต่ก็ติตรงที่เนื้อเรื่องอ่อนไปนิดนึง  ตรงที่ไมเคิลจะสละตำแหน่งดอนให้หลาน (เล่นโดย แอนดี้ การ์เซีย)  ผมว่ามันง่ายไปนิด  แต่คิดมาคิดไป ก็อาจจะมีเหตุผลตรงที่  หาใครมาแทนเขาไม่ได้แล้ว  และยุคสมัยของมาเฟียกำลังจะหมดไป 

ผมว่าคอปโปล่าขึ้นจุดสูงสุดกับก็อดฟาเธอร์ทั้งสามภาค  เพราะหลัง ๆ มานี้ ผมไม่ชอบงานของเขาเลย  โดยเฉพาะเรื่อง แดรกคูล่า ที่เล่นโดยหนุ่มหน้ามน คีนู รีฟส์ไง  ตอนหนุ่มคอปโปล่าคงไฟแรงมาก ๆ  แต่หลัง ๆ คงมอดไปเยอะแล้ว 

อ้อ ที่ผมชอบอีกอย่างทั้งสามภาค คือดนตรีของนิโน่ โรต้า (Nino Rota)  คีตกวีชาวอิตาเลียน ซึ่งทำได้เหมาะเจาะเหมาะเหม็งมาก  ส่วนที่ผมชอบที่สุดในภาค ๓ คือ ฉากสุดท้ายเลยครับ  นั่นคือความตายของไมเคิล  ใครจำได้บ้างครับ  ผมไม่อยากเฉลย  คือเป็นความตายที่ง่าย คลาสสิก และธรรมดาที่สุด  เป็นเหมือนชีวิตจริง ว่ามาเฟียไม่จำต้องถูกยิงตายเสมอไป  ไมเคิลได้รับความเจ็บปวดในชีวิต และก็ต้องแบกรับไปจนวันสุดท้ายของชีวิต