ดูหนังออนไลน์

ค้นหาหนัง

The Last Duel ดวลชีวิต ลิขิตชะตา (2021) [พากย์ไทย บรรยายไทย]

The Last Duel ดวลชีวิต ลิขิตชะตา (2021) [พากย์ไทย บรรยายไทย] เต็มเรื่อง
Youtube Video

หมวดหมู่ : หนังแอคชั่น , หนังดราม่า , หนังประวัติศาสตร์

เรื่องย่อ : The Last Duel ดวลชีวิต ลิขิตชะตา (2021) [พากย์ไทย บรรยายไทย]

ชื่อภาพยนตร์ : The Last Duel ดวลชีวิต ลิขิตชะตา
แนว/ประเภท : Action,  Drama,  History
ผู้กำกับภาพยนตร์ : Ridley Scott
บทภาพยนตร์ : Nicole Holofcener,  Ben Affleck,  Matt Damon
นักแสดง : Matt Damon,  Adam Driver,  Jodie Comer
วันที่ออกฉาย : 10 September 2021

 

 

 

หนังสร้างจากตำราประวัติศาสตร์ “The Last Duel: A True Story of Trial by Combat in Medieval France” ของเอริก เยเกอร์ มีฉากหลังเป็นศตวรรษที่ 14 บอกเล่าเรื่องราวของอัศวินชาวฝรั่งเศส ฌอง เดอ คาร์รูจส์ (เดมอน) ที่ได้มีคดีพิพาทกับสหายรัก ฌาคส์ เลอ กริส (ไดรเวอร์) จนนำไปสู่การท้าดวลแบบตัวต่อตัวของสองอัศวินผู้กล้า

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อมาการีต (โคเมอร์) กล่าวหาว่าเลอ กรีส ได้ล่วงเกินทางเพศเธอ ระหว่างที่เดอ คาร์รูจน์ ไปรบ เมื่อเรื่องขึ้นสู่ชั้นศาล แต่ไม่สามารถหาหลักฐานมายืนยันความจริงได้นอกจากคำกล่าวอ้างของมาการีต จึงต้องตัดสินความบริสุทธิ์ด้วยการดวลกันจนกว่าจะตายกันไปข้างหนึ่งต่อหน้ากษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 6 ของฝรั่งเศส หากเดอ คาร์รูจน์ พ่ายแพ้และเสียชีวิต มาการีตจะต้องถูกเผาทั้งเป็นตามไปด้วย

 

เรื่องย่อหนัง The Last Duel ดวลชีวิต ลิขิตชะตา

 

 

IMDB : tt4244994

คะแนน : 0

รับชม : 1881 ครั้ง

เล่น : 744 ครั้ง



 

 

ตัวหนังเลือกจะบอกเล่า “มุมมอง” ของเหตุการณ์เพื่อขับเน้นสารที่สำคัญมากนั่นคือสิทธิสตรีในประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของฝรั่งเศส โดยบทภาพยนตร์ที่แมต เดมอนกับเบน แอฟเฟล็ก (Ben Affleck) สองนักแสดงในหนังมาร่วมเขียนกับ นิโคล โฮลอฟเซเนอร์ (Nicole Holofcener) เลือกใช้วิถีของ ‘ราโชมอน เอฟเฟกต์’ คือการเล่าเรื่องราวเหตุการณ์จาก 3 มุมมองโดยเริ่มจากฝั่งผู้ชาย 2 คนแล้วลงท้ายที่มุมมองของมาเกอร์ริตที่หนังเคลมและให้น้ำหนักมากกว่าเหตุการณ์ในมุมมองของ 2 บุรุษอย่างชัดเจน

ฺBeartai Buzz รีวิว The Last Duel
Adam Driver
ฺBeartai Buzz รีวิว The Last Duel
Matt Damon

แม้จะยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องใหม่เพราะการเล่าเรื่องแบบ ‘ราโชมอน เอฟเฟกต์’ เคยถูกหยิบไปใช้จนเฝือตั้งแต่หนังดราม่าทหารเครื่องบินตกใน ‘Courage Under Fire’ ของผู้กำกับเอ็ดเวิร์ด ชวิก (Edward Schwick) ที่เป็นหัวหอกให้หนังอเมริกันได้หยิบวิธีเล่าของ ‘Rashomon’ หนังญี่ปุ่นปี 1950 ของ อากิระ คุโรซาวา ไปใช้กันแพร่หลายหรือจะเป็นการข้ามฟากไปที่ประเทศจีนกับ ‘Hero’ หนังมิือสังหารที่ซ่อนแผนฆ่าฉินอ๋องของผู้กำกับจางอี้โหมวที่ใช้สีสันมาแบ่งโทนการเล่าเรื่องได้อย่างวิจิตรพิศดาร

แต่สำหรับ ‘The Last Duel’ แม้จะเล่าโดยการแบ่งด้วยไตเติลแต่ละมุมมองให้คล้ายกับเราอ่านหนังสือ สิ่งที่ต้องยอมรับว่าเป็นความเจนมือของริดลีย์ สก็อตต์จริง ๆ คือการ ‘เลือกเล่า’ ที่เขาแม่นยำในการเล่าเรื่องทั้งการนำเสนอข้อมูลจากคนละฝั่งมุมมองได้อย่างพอดิบพอดีครบถ้วนและเปี่ยมอารมณ์ทั้งงานกำกับและการลำดับภาพที่เป๊ะมากไม่มีสะดุดเลย

 

แต่ที่ถือเป็นไฮไลต์จริง ๆ คือการรู้ว่าหนังมันจะสื่อประเด็นอะไรซึ่งแม้เราจะคุ้นเคยกับโครงสร้างแบบราโชมอน เอฟเฟกต์ดีว่ามุมมองสุดท้ายคือความจริง แต่ด้วยเนื้อหาที่ซับซ้อนเพราะไม่เพียงแค่มันจะนำเสนอ ‘เรื่องจากฝั่งมาเกอร์ริต’ แต่มันยังต้องทำหน้าที่บอกเล่าประเด็นการถูกล่วงละเมิดทางเพศและความด้อยค่าของผู้หญิงในสังคมยุคนั้น สก็อตต์สามารถนำเสนอเหตุการณ์ในมุมมองสุดท้ายออกมาได้บีบอารมณ์ตลอดทุกนาทียันเฟรมสุดท้ายของหนังที่เหมือนฉุดคอเสื้อคนดูมาถามว่าการดวลครั้งนี้มีผู้ชนะจริง ๆ หรือ ?

ฺBeartai Buzz รีวิว The Last Duel
Ben Affleck
ฺBeartai Buzz รีวิว The Last Duel
Jodie Comer

และแน่นอนว่าในหนังที่เข้มข้นขนาดนี้หากขาดนักแสดงยอดฝีมือตัวหนังก็ยากที่จะประสบความสำเร็จในการนำพาเรื่องราวให้เข้าถึงหััวจิตหัวใจคน เริ่มที่ดาราดังอย่างแมต เดมอนที่ไม่ต้องพิสูจน์ฝีมืออะไรอีกแล้วด้วยการเปลี่ยนรูปลักษณ์ให้กลายเป็นนักรบเถื่อนสุดเกรี้ยวกราดและแสดงด้านมืดอย่างไม่ลดละก็ทำให้ฌอง เดอ คารูจส์กลายเป็นตัวละครนำที่มีโทนสีเทาและเดาไม่ถูกว่าจะมาดีมาร้ายกันแน่ ส่วนเบน แอฟเฟล็กที่มารับบทเคานต์ปิแอร์ ดาลองซง ที่แม้บทไม่มากแต่เป็นตัวแทนขุนนางศักดินาที่น่าหมั่นไส้จนอยากเขวี้ยงทุเรียนใส่เป็นอย่างยิ่ง

 

และสำหรับเอ็มวีพีของหนังคงต้องยกให้ 2 นักแสดงดาวรุ่งคืออดัม ไดร์เวอร์กับโจดี โคเมอร์ สำหรับไดร์เวอร์ที่เริ่มจากมหากาพย์ ‘Star Wars’ และค่อย ๆ ได้พื้นที่แสดงฝีมือมากขึ้นในหนังฟอร์มดีก็ไม่ทำให้แปลกใจเลยที่เขาจะทำให้ตัวละครที่ดูเป็นผู้ร้ายมาก ๆ อย่างฌาร์ค เลอ กรีส์ มีส่วนผสมทั้งเสน่ห์อันตราย และความโหดร้ายที่มีแรงเสน่หาเป็นตัวขับเคลื่อน แม้การข่มขืนจะเป็นสิ่งผิดแต่พอผ่านการตีความของไดร์เวอร์มันกลับทำให้เห็นว่าเลอ กรีส์มีความเป็นมนุษย์มาก ๆ แม้จะอยากเกลียดก็ดันเกลียดไม่ลงเสียอีก

ทีนี้มาถึงโจดี โคเมอร์ที่เพิ่งมี ‘Free Guy’ หนังตลกที่ขายทั้งเสน่ห์ความสวยเท่เซ็กซี่แต่น่ารักของตัวละครออกฉายไปเมื่อต้นเดือนตุลาคม มาใน ‘The Last Duel’ โคเมอร์เหมือนอัปสกิลการแสดงของตัวเองแบบผิดหูผิดตา แม้ความสวยจะเป็นเหมือนจุดขายหลักแต่การถ่ายทอดสารเรื่อง #metoo โดยอาศัยเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ต่างหากที่ถือเป็นงานหินงานยาก แต่เธอก็ทำได้ด้วยความเข้าใจในตัวละครและทีละน้อย จากโฟกัสตอนแรกของผมที่ตั้งใจไปดูฉากดวลเอาชีวิต กลับกลายเป็นว่่าเราอยากเอาใจช่วยให้มาเกอร์ริตได้ชนะคดีในยุคที่ผู้ชายคือผู้ตัดสินผิดถูกเสียมากกว่า แม้เอาเข้าจริงเมื่อดูจบเราจะไม่สามารถฟันธงได้ว่ามุมมองของใครคือเรื่องจริงก็ตาม