ดูหนังออนไลน์

ค้นหาหนัง

Finding 'Ohana ผจญภัยใจอะโลฮา (2021) [บรรยายไทย]

Finding 'Ohana ผจญภัยใจอะโลฮา (2021) [บรรยายไทย] เต็มเรื่อง
Youtube Video

หมวดหมู่ : หนังแอคชั่น , หนังผจญภัย , หนังตลก , หนัง Netflix

เรื่องย่อ : Finding 'Ohana ผจญภัยใจอะโลฮา (2021) [บรรยายไทย]

ชื่อภาพยนตร์ : Finding 'Ohana ผจญภัยใจอะโลฮา
แนว/ประเภท : Action,  Adventure,  Comedy
ผู้กำกับภาพยนตร์ : Jude Weng
บทภาพยนตร์ : Christina Strain
นักแสดง : Kea Peahu,  Alex Aiono,  Lindsay Watson
วันที่ออกฉาย : 29 January 2021

 


การผจญภัยสุดท้าทายเพื่อตามหาสมบัติที่หายสาบสูญไปบนเกาะโออาฮูในช่วงฤดูร้อน ทำให้สองพี่น้องจากบรุกลินได้พบกับครอบครัวและสัมผัสกับรากเหง้าเชื้อสายฮาวายของพวกเขา

 

รีวิว Finding 'Ohana ล่าสมบัติแบบเด็กๆ สเกลเล็กแต่คลาสสิค

IMDB : tt10332588

คะแนน : 5.9

รับชม : 1874 ครั้ง

เล่น : 466 ครั้ง



 

เรื่องนี้จัดว่าดูได้เพลินๆ เลยครับ สำหรับใครที่โหยหาหนังผจญภัยสำหรับทุกคนในครอบครัวแบบ The Goonies ผมแนะนำเรื่องนี้เลย คือมันอาจจะไม่ได้สุดยอดน่ะนะครับ แต่ดูเอาบันเทิงได้ มีกลิ่นอายความรักในครอบครัว และได้รสความเป็นหนังผจญภัยล่าขุมทรัพย์แบบครบสูตร

เรื่องเริ่มต้นเมื่อสองพี่น้อง อิโอเน่ (Alex Aiono) และพีลี่ (Kea Peahu) ต้องติดสอยห้อยตามแม่ (Kelly Hu) เดินทางไปฮาวายเพื่อดูแลคุณตา (Branscombe Richmond) ซึ่งตอนนี้คุณตากำลังประสบปัญหาบ้านจะถูกยึดครับ ทางแก้ก็คือต้องหาเงินมาโปะให้ทัน แล้วก็พอดีที่พีลี่ไปเจอสมุดบันทึกตำนานเกี่ยวกับมหาสมบัติบนเกาะ เธอเลยตัดสินใจเดินตามเงื่อนงำด้วยความหวังว่าจะเอาสมบัติมาช่วยโปะบ้านของคุณตา

ตัวหนังนั้นดูง่ายๆ แบบเพลินๆ ดีครับ จุดเด็ดจุดแรกเลยที่ดึงดูดให้ผมดูหนังตั้งแต่ต้นจนจบคือวิวทิวทัศน์ที่แสนจะสวยงามของฮาวาย ไม่ว่าจะหาดสวยๆ หรือป่าเขาลำเนาไพรที่เขียวชะอุ่ม สวยมากครับ สวยจริงๆ เรียกว่าใครอยากดูหนังที่มีภาพธรรมชาติเขียวสดใสสบายตานี่ผมแนะนำเรื่องนี้เลย ดูแล้วรู้สึกสดชื่นมากมายจริงๆ และด้วยความเขียวชะอุ่มของป่านี้เองที่ยิ่งทำให้ตำนานเกี่ยวกับสมบัติที่เราได้ยินได้ฟังในหนังมีความขลังขึ้น เพราะด้วยบรรยากาศป่าเขาแบบนั้นมันชวนให้เราคิดจริงๆ น่ะครับว่าที่แบบนี้น่าจะมีทางลับหรือขุมทรัพย์ซ่อนอยู่จริงๆ

อย่างที่บอกครับว่าตัวหนังไม่ได้สุดยอด แต่มีองค์ประกอบครบสูตรสำหรับหนังแบบนี้ ไม่ว่าจะคู่พี่น้องตัวเอกของเรื่องที่จะต้องชอบกวนบาทากันบ่อยๆ กัดกันตลอดๆ แต่พอถึงคราวขับขัน 2 พี่น้องก็จะหันหน้าเข้าหากัน และการผจญภัยในเรื่องก็จะช่วยสานสายสัมพันธ์พี่น้องให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น แล้วเพื่อให้ครบสูตรก็ต้องมีคนอื่นๆ มาร่วมผจญภัยด้วยครับ ซึ่งในเรื่องนี่ก็จะมีแคสเปอร์ (Owen Vaccaro) หนุ่มน้อยแถวบ้านกับพี่สาวของเขา (Lindsay Watson) ก็มาร่วมแจมการเดินทางครั้งนี้ด้วย (ซึ่งอิโอเน่ก็ต้องปิ๊งพี่ของแคสเปอร์ ตามสูตรอีกเหมือนกัน – แต่ยอมรับเลยครับว่า Watson สวยและมีเสน่ห์ไม่น้อยเหมือนกัน)

ช่วงต้นๆ หนังก็ปูพื้นความสัมพันธ์ในครอบครัวกับตัวละคร จากนั้นก็เข้าสู่โหมดผจญภัย ซึ่งในแง่การเล่าเรื่องนั้นถือว่ากำลังดีครับ อย่างที่บอกว่ามันอาจจะไม่ได้โดดเด่นจัดจ้านแบบหนังโรงใหญ่สายบันเทิง แต่ถือว่าได้มาตรฐาน ดูได้เรื่อยๆ ได้รสครบถ้วนทั้งความเป็นหนังครอบครัวและหนังผจญภัย ซึ่งพวกฉากในถ้ำหรือตรงน้ำตกนั้นถ่ายทำออกมาได้ดีเลยครับ ดูแล้วได้อารมณ์หนังผจญภัยแบบพอเหมาะ (ไม่ได้ดูหลอกๆ โหลๆ หรือเล็กๆ ลวงๆ แบบหนังแนวนี้ในระยะหลังๆ)

ตอนแรกผมก็แปลกใจนิดนึงตรงที่หนังยาวตั้ง 2 ชั่วโมงครับ ซึ่งถือว่ายาวมากนะสำหรับหนังแนวนี้ (ที่จริงๆ ส่วนมากจะแค่ 90 – 100 นาที) ถ้าถามว่าดูแล้วรู้สึกว่ามันยาวไหม? ก็มีรู้สึกบ้างครับ แต่รู้สึกแค่ว่าหนังมัน “ยาว” ไม่ได้รู้สึกว่าหนังมัน “ยืด” กล่าวคือที่หนังมันยาวนั้นก็เพราะมันมีเรื่องจะเล่าเยอะ มีการแจกแจงบทให้กับตัวละครต่างๆ แบบค่อนข้างครบ นั่นเลยทำให้เรื่องมันยาว แต่มันไม่ได้ “ยืด” ครับ หนังไม่ได้พยายามใส่อะไรต่อมิอะไรที่ไม่เกี่ยวข้องลงมาเพื่อยืดเรื่อง (ส่วนมากหนังครอบครัวมักจะพยายามใส่มุกตลก – ที่มักจะฝืดหรือไม่ก็นอกลู่นอกทาง – ลงมาเพื่อเอาใจผู้ชมหรือไม่ก็ยืดเรื่องให้ยาวออกไป แต่กับหนังเรื่องนี้ผู้กำกับเธอไม่ทำแบบนั้นครับ) กล่าวคือแต่ละฉากที่ใส่ลงมาถือว่ามีผลต่อเนื้อเรื่องหรือไม่ก็มีผลต่อความสัมพันธ์ของตัวละครไม่มากก็น้อย

พอพูดถึงประเด็นนี้แล้ว ในมุมหนึ่งก็ทำให้สัมผัสได้ถึงความใส่ใจของคนทำเหมือนกันนะครับ ระหว่างดูนี่ก็รู้สึกเหมือนกันว่าผู้กำกับ Jude Weng ตั้งใจทำหนังเรื่องนี้จริงๆ เพียงแต่รสมือของเธออาจยังไม่ถึงขั้นจัดจ้านแบบหนังเอาใจตลาด แต่มันมีความจริงใจผสมใส่อยู่ในเรื่องราวครับ ซึ่งจุดนี้ก็คงต้องแล้วแต่ความชอบของแต่ละคนนะครับ ถ้าใครชอบหนังผจญภัยที่มันหวือหวา สีสันเยอะๆ ลูกเล่นเยอะๆ ก็อาจรู้สึกธรรมดากับหนังเรื่องนี้ แต่หากใครให้น้ำหนักที่เรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ตัวละคร, ให้น้ำหน้กที่อารมณ์, ให้น้ำหนักเกี่ยวกับความหมายของคำว่าครอบครัว คำว่า “ความรัก” หรือ”ความเคารพในรากเหง้าหรือบรรพบุรุษ” ท่านก็น่าจะสัมผัสถึงหลายๆ องค์ประกอบที่ผู้กำกับบรรจงใส่หรือสอดแทรกลงมาแบบพอเหมาะพอดี

จริงๆ หลายครั้งที่ผมรู้สึกนะครับ เวลาที่หนังครอบครัวหลายๆ เรื่องพยายามจะแทรกปมเกี่ยวกับดราม่าหรือไม่ก็พยายามสรุปเรื่องให้มันได้แง่คิดอะไรสักอย่างเดี่ยวกับครอบครัว แต่ปัญหาคือบางทีมันดูยัดเยียด ดูไม่เข้ากับที่หนังเล่ามาตั้งครึ่งค่อนเรื่อง แต่ไม่ใช่กับเรื่องนี้ครับ หนังสามารถผสมผนวกเอาเรื่องเกี่ยวกับความรักความผูกพันในครอบครัว เอามารวมเข้ากับตำนานและการหาขุมทรัพย์ได้แบบกำลังดี อันที่จริงคือถึงขั้นทำให้รู้สึกประทับใจเลยล่ะครับ

ที่แน่ๆ ก็ภรรยาผมคนหนึ่งล่ะครับ ที่ถึงขั้นน้ำไหลออกตากันเลยทีเดียว ส่วนผมแม้น้ำตาจะไม่ไหล แต่ก็รู้สึกได้ว่าหนังเล่าสรุปประเด็นเหล่านี้ได้ดี อันนี้ก็เป็นอีกจุดที่ผมชอบนะ คือดูแลมันเชื่อน่ะครับว่าตัวละครในเรื่องเขาเป็นครอบครัวกันจริงๆ และมีความรักความหวังดีให้แก่กันจริงๆ จนพอถึงตอนจบนี่ก็ทำให้เรายิ้มได้ล่ะครับ เพราะการผจญภัยครั้งนี้ในที่สุดแล้วก็สามารถทำให้ครอบครัวที่อาจจะชำรุดบ้างในบางจุด สามารถเชื่อมใจเข้าหากันได้อีกครั้ง… มันเป็นอะไรที่น่ารักและชวนประทับใจจริงๆ… ความกลมกล่อมอะไรแบบนี้หาไม่ค่อยได้ในหนังยุคหลังๆ นะครับ

ถึงเป็นหนังที่เวิร์กกว่าที่คิดครับ ตอนแรกก็นึกว่าจะเป็นหนังผจญภัยโล่งๆ โถงๆ แบบที่เจอประจำในช่วงสิบปีให้หลังมานี่ แต่ผลที่ได้คือความประทับใจในระดับที่น่าพอใจครับ อยากได้ความเพลินก็ได้ อยากได้ภาพธรรมชาติมาสปาดวงตาก็ได้ อยากได้การผจญภัยก็ได้ อยากได้ความประทับใจในเรื่องของครอบครัวก็ได้ แม้จะไม่ถึงกับสุดยอดก็เถอะ แต่ในยุคสมัยที่หนังแบบนี้หาได้น้อย ผมมองว่าหนังเรื่องนี้ตอบโจทย์ได้ในระดับที่ดีทีเดียว

ดาราในเรื่องเล่นกันได้โอเคครับ หน้าใหม่จัดว่าสอบผ่านพอได้ ส่วนหน้าคุ้นอย่าง Kelly Hu ก็ทำให้ตระหนักถึงความจริงของชีวิตเหมือนกัน ผมนั้นติดตามดู Kelly Hu มาได้กว่า 20 ปีแล้วนะครับ จำได้ว่าเมื่อ 20 ปีก่อนนี่เธอจัดว่ามาแรงอยู่พอสมควร และเสน่ห์ของเธอนี่ก็ติดอันดับทีเดียว ครั้นมาถึงตอนนี้ผ่านไป 20 ปี ก็มารับบทแม่แล้วครับ มันก็ทำให้ตระหนักจริงๆ ว่าวันเวลาไม่เคยคอยใคร มีแต่ผ่านไปและผ่านไป และไม่ใช่เธอเท่านั้นที่อายุมากขึ้น แต่เราเองก็อายุมากขึ้น เริ่มเข้าโหมดชราแล้วเหมือนกัน 555

อีกคนที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ Ke Huy Quan ที่มาร่วมปรากฏตัวด้วย เขาคนนี้ก็คือเจ้าของบท ช็อตราวน์ คู่หูตัวเล็กของอินดี้ใน Indiana Jones and the Temple of Doom และยังเคยเป็นหนึ่งในแก๊ง The Goonies ด้วย มาคราวนี้ก็แสดงให้เห็นล่ะครับว่าคนทำตั้งใจคารวะ The Goonies จริงๆ ซึ่ง Ke Huy Quan เองก็ไม่ได้ปรากฏตัวบนจอหนังมาเกือบ 20 ปีแล้วครับ ดังนั้นการมาเล่นรับเชิญแบบนี้ผมถือว่ามีความหมายไม่น้อยทีเดียว

บอกตรงๆ ว่าดูหนังเรื่องนี้แล้วรู้สึกดีครับ อย่างน้อยที่สุดหนังก็มีพลังมากพอที่จะทำให้ผมลุกขึ้นมาปั่นรีวิวทันทีที่ดูจบ แสดงว่ามันก็ต้องทำให้ผมพึงพอใจในระดับหนึ่งเหมือนกัน นี่กะว่าว่างๆ จะดูซ้ำเลยนะครับ เพราะดูแล้วสบายใจและสบายตาดี เป็นหนังเบาๆ ที่ไม่มีพิษภัย ดูแลสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นบางประการ… คงเพราะหนังทำให้เรามีความสุข ก็เลยอยากแนะนำเผื่อคนอื่นจะสุขไปกับเราด้วย แต่ก็นั่นแหละครับผมไม่สามารถการันตีได้หรอกว่าทุกคนจะชอบหนังเรื่องนี้หรือไม่ แต่บอกได้ว่าถ้าคุณชอบหนังผจญภัยสำหรับครอบครัวแล้ว เรื่องนี้น่าลองอยู่ครับ