ดูหนังออนไลน์

ค้นหาหนัง

Songbird โควิด 23 ไวรัสล้างโลก (2020) [ ชัด HD พากย์ไทยโรง ]

ดูหนังSongbird โควิด 23 ไวรัสล้างโลก (2020) เต็มเรื่อง
Youtube Video

หมวดหมู่ : หนังตลก , หนังดราม่า , หนังระทึกขวัญ

เรื่องย่อ : Songbird โควิด 23 ไวรัสล้างโลก (2020) [ ชัด HD พากย์ไทยโรง ]

เรื่องย่อ : Songbird โควิด 23 ไวรัสล้างโลก (2020) 
ผลงานการสร้างจาก ไมเคิล เบย์ ผู้สร้าง Transformers, A Quiet Place และ The Purge สู่ฝันร้ายครั้งใหม่ที่มาในรูปแบบมฤตยูไวรัสล้างโลก ในโลกอนาคตปี 2024 เมื่อไวรัสโควิด 23 ระบาดร้ายแรงเริ่มกลายพันธุ์ และคร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 110 ล้านรายทั่วโลก! เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อทั้งโลกจึงต้องอยู่ในภาวะล็อคดาวน์ มีการประกาศเคอร์ฟิว และพลเมืองที่ไม่ได้รับอนุญาตต้องอยู่แต่ในอาคาร ใครฝ่าฝืนจะถูกรัฐบาลใช้มาตราการรุนแรงปราบปราม แต่แล้วหายนะก็บังเกิดกับ นิโก (เคเจ อาปา) ชายหนุ่มผู้มีภูมิคุ้มกัน เมื่อ ซาร่า (โซเฟีย คาร์สัน) แฟนสาวของเขาที่ไม่เคยมีโอกาสเจอกันอีกเลยนับตั้งแต่เกิดเหตุไวรัสระบาด กำลังจะถูกเจ้าหน้าที่บุกมาถึงที่พักภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังถูกต้องสงสัยว่าติดเชื้อ นิโกจึงต้องรีบเดินทางฝ่ามฤตยูไวรัสล้างโลกนี้ พร้อมทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยซาร่าให้ได้ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

IMDB : tt12592252

คะแนน : 4.4

รับชม : 3921 ครั้ง

เล่น : 1394 ครั้ง



จริง ๆ ตัวหนังพยายามที่จะขับเน้นความเป็นไซไฟ-ดิสโทเปียที่บวกความโรแมนติกเข้าไป ซึ่งเอาจริง ๆ ผมคิดว่า มันมีศักยภาพพอที่จะทำให้มันกลายเป็นหนังบล็อกบัสเตอร์ที่ดูสนุกและจริงจังได้นะครับ สิ่งที่ผมว่าโอเคเลยสำหรับหนังเรื่องนี้คือ การหยิบเอากิมมิกจากสถานการณ์โควิด-19 และธีมของ New Normal มาต่อยอดให้มีความเป็นไซไฟได้น่าสนใจและใกล้ตัวมาก ๆการคิดต่อยอดว่า ในอนาคตอีก 3-4 ปีข้างหน้า ชีวิตและเทคโนโลยีที่เราใช้มันจะเป็นอย่างไรบ้าง การตรวจหาไวรัสจะทันสมัยโคตร ๆ ชนิดที่ใช้สมาร์ตโฟนสแกนหน้าก็ตรวจได้ หรือตู้ไปรษณีย์ต่อไปจะติดระบบยูวีเพื่อฆ่าเชื้อไวรัสได้ และเปิดได้จากทั้งในและนอกบ้านเพื่อลดการเข้าออกบ้านโดยไม่จำเป็นในขณะที่ต่อไป การสัมผัส การจับมือ การกอด การจูบ หรือแม้แต่มีเซ็กส์กับคนแปลกหน้า จะกลายเป็นเรื่องย้อนยุค (Nostalgia) ที่หลายคนโหยหา แต่ไม่กล้าทำ รวมถึงการควบคุมตัวของภาครัฐที่พยายามควบคุมโรคด้วยมาตรการขั้นรุนแรง การคุมตัวคนติดไวรัสเข้าสถานกักกันที่สภาพโหดร้ายยิ่งกว่าคุก นี่ถือเป็นจุดที่ผมคิดว่า น่าสนใจมาก และคิดว่า ถ้าโควิด-19 มันยังระบาด อีกหน่อยสภาพชีวิตและบ้านเมืองก็คงจะประมาณนี้แหละ
เพียงแต่ว่า พอมีข้อจำกัดอะไรหลาย ๆ อย่างเข้ามา ทั้งการถ่ายทำที่เร่งรีบ และด้วยตัวหนังที่ไม่ได้ยาวมากนัก สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ตัวหนังครึ่งแรกของหนังค่อนข้างจะเน้นไปที่เรื่องของการปูเรื่องให้เห็นความเป็น New Normal ในยุคปี 2024 ที่มีกลิ่นอายดิสโทเปีย-ไซไฟ เช่นเรื่องของการเล่าพฤติกรรมของคนในยุคนั้นว่าต้องทำอะไรบ้าง ชีวิตถึงจะปลอดเชื้อไวรัส เช่น ทุกคนจะต้องใช้สมาร์ตโฟนสแกนตรวจหาไวรัสแม้ว่าจะอยู่แต่ในบ้าน ทุกคนต้องล้างมือ มืดค่ำต้องเข้าบ้านไม่งั้นโดนจับข้อหาฝ่าฝืนเคอร์ฟิว โลกโซเชียลจะกลายเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ปกติมาก ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ บางส่วนก็ดูน่าสนใจดี แต่บางส่วนก็ดูน่าเบื่อเหมือนกำลังดูคลิปข่าว หรือคลิปสาระน่ารู้ในยูทูบจนกระทั่งหนังเริ่มมาสู่องก์ที่สอง หนังพยายามพาเข้าสู่พาร์ตความเป็นโรแมนติก ซึ่งเป็นความโรแมนติกแบบ New Normal ท่ามกลางเมืองที่เต็มไปด้วยวิกฤติไวรัส จะออกมาเจอกัน จับมือ กอด จูบกันไม่ได้ก็เลยต้องคุยกันผ่านมือถือ เปิดหนังสตรีมมิงผ่านวิดีโอคอล มาเยี่ยมกันได้ แต่ก็เข้าไปเจอกันไม่ได้ เลยต้องนั่งคุยกันผ่านประตู หรือแม้แต่การเขียนจดหมายรักส่งผ่านกล่องฆ่าเชื้อด้วยแสงยูวี (น้ำเน่าไปอีก 555) ซึ่งแม้ว่าจะยังทำได้ไม่สุดนัก แต่พาร์ตของหนังโรแมนติกก็ถือว่าเป็นพาร์ตที่ดีที่สุดในหนังแล้วล่ะครับ
 

 

เพราะหลังจากนี้ พาร์ตหลังของหนังเรื่องนี้ กลับกลายเป็นหนังแอ็กชันระทึกบาง ๆ ที่เส้นเรื่องเต็มไปด้วยความจืดชืด และไม่สมเหตุสมผลมากมาย รวมถึงความเลวร้ายอย่างที่สุดก็คือ ตัวละครในหนังเกือบทุกตัวที่ดูไม่มีมิติอะไรเลย ทำให้ตัวละครดูน่ารำคาญมากน้อยแตกต่างกันออกไป พาร์ตที่ดูน้ำเน่ามาก ๆ ก็เช่นไอ้หนุ่มรถเข็นที่เป็นแฟนคลับศิลปินสาวที่คอยโดเนตเงินตอนที่เธอ Live ร้องเพลงสดนี่แหละครับ สำหรับผม พาร์ตนี้คือพาร์ตที่น่าเบื่อเอามาก ๆแต่ถ้าจะถามผมว่า ตัวละครไหน “น่ารำคาญ” มากที่สุด ผมขอยกให้ตัวละครคุณลุงหนวดที่เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่สุขาภิบาล ที่คอยออกคำสั่งเจ้าหน้าที่จับคนที่ติดเชื้อ หรือคนที่ฝ่าฝืนล็อกดาวน์นี่แหละครับ คือผมว่าก็เข้าใจคาแรกเตอร์ของแกนะครับ แต่ยังไงเสีย แกก็ดูเป็นแค่ตาลุงโรคจิตพกมีดสั้นอ่ะครับ ที่นอกจากจะดูตลกและไม่ได้ดูน่ากลัวแล้ว ตรงกันข้าม บุคลิกประหลาด ๆ และไดอะล็อกของลุงแกก็ดูประดิษฐ์มาก ๆ น่ารำคาญซะจนผมอยากสาปแช่งให้ลุงติดเชื้อไวรัสโควิด 23 ตายเป็นคนแรกในหนังไปเลย แม้แนวคิดของตัวหนังที่ใช้ความเป็น “ดิสโทเปีย+โรแมนติก+ระทึกขวัญ (นิดหน่อย)” มาขับเคลื่อนจะน่าสนใจ แต่มันก็เหมือนว่าตัวหนังจะไปได้ไม่สุดสักทาง โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังที่เต็มไปด้วยความเล่นท่าง่าย เล่นน้อย เพลย์เซฟ ทุกปมปัญหาดูคลี่คลายได้ง่าย ๆ จุดไคลแมกซ์ก็เป็นเพียงจุดผ่านไปสู่บทสรุปที่มาง่าย ๆ และจบไปแบบจืด ๆ ทุกตัวละครและพล็อตหนังที่ควรจะ New Normal ก็กลับมา Normal แบบที่ไม่ได้เหนือความคาดหมายมากนัก และเอาเข้าจริง ๆ ผมก็แทบจะนึกไม่ออกว่าหนังจะให้ Message อะไรกันแน่ นอกจากจะเป็นหนังที่เป็นหัวหอกในการหยิบเอาสถานการณ์โควิด-19 มาดัดแปลงเพียงเท่านั้นเอง
 

 

ไหน ๆ สถานการณ์หนังโลกในยุคโควิด-19 นี้ก็ง่อยเปลี้ยจะแย่แล้วครับ ผมเองก็ขอบคุณทีมงานที่ยังเสียสละกล้าหาญออกไปทำให้อย่างน้อย ๆ อุตสาหกรรมหนังก็ไม่ชะงักงัน ส่วนคนดูอย่างเรา ๆ ถ้าอยากไปดูเพื่อสนับสนุนโรงหนัง ก็ไปดูได้แบบเพลิน ๆ นั่นแหละครับ แต่ก็ต้องไม่พยายามคิดถึงว่า นี่เป็นหนังที่ไมเคิล เบย์ เป็นผู้อำนวยการสร้างและกำกับพาร์ตแอ็กชันเอง หรือหวังว่าดูแล้วจะได้ Message ที่มากกว่าเป็นหนังที่ได้แรงบันดาลใจโควิด-19 นอกจากการกระตุ้นเตือนให้เราไม่ลืมสแกนไทยชนะ ล้างมือ ใส่แมสก์ตลอดเวลาที่ดูหนัง