ดูหนังออนไลน์

ค้นหาหนัง

Flash Point ลุยบ้าเลือด (2007)

Flash Point  ลุยบ้าเลือด (2007) - เว็บดูหนังดีดี ดูหนังออนไลน์ 2020 หนังใหม่ชนโรง
Youtube Video

หมวดหมู่ : หนังแอคชั่น , หนังอาชญากรรม , หนังระทึกขวัญ

เรื่องย่อ : Flash Point ลุยบ้าเลือด (2007)

ชื่อภาพยนตร์ : Flash Point  ลุยบ้าเลือด (2007)
แนว/ประเภท : Action,  Crime,  Thriller
ผู้กำกับภาพยนตร์ : Wilson Yip
บทภาพยนตร์ : Kam-Yuen Szeto,  Lik-Kei Tang
นักแสดง : Donnie Yen,  Louis Koo,  Ray Lui
วันที่ออกฉาย : 26 July 2007

 

จุนมา (ดอนนี่ เยน) สุดยอดตำตรวจที่ได้ประจำการอยู่ที่หน่วยเหนือและมีคู่หตำตรวจที่ได้ร่วมงานกันกับ วิลสัน (กู่เทียนเล่อ) ตำตรวจร่วมงานที่มีแก๊งสามพี่น้องทรชนที่ได้ถูกกฎหมายออกหมาายจับและประติบัติการของวิลสันนั้ได้แฝงตัวเข้าร่วมงานกับแก๊งทราชนนี้เพื่อการที่จะเข้าไสืบข่าวแต่การสืบในครั้งนี้ เกิดแผนแตกขึ้นเพราะว่านิสันนั้นดันทำให้แผนแตกเขาและเขาได้ถูกฆ่าทิ้งหนึ่งในสามพี่น้องั้นได้ถูกทำแต่เรื่องทำให้ วิลสันนั้นถูกตัดขา และต่อมาจุนมารู้สึกผิดเพราะว่าเขานั้นทำให้วิลสันทำให้ พวกเขานั้นได้พิการไปตลอดชีวิต

 

Flash Point 2007: A Great Film in The Traditional Sense From ...

IMDB : tt0992911

คะแนน : 6.8

รับชม : 3640 ครั้ง

เล่น : 1952 ครั้ง



 

ย้อนกลับไปในปี 2007 วงการหนังฮ่องกงมีหนังบู๊สุดมันส์ที่มีตัวเอกเป็นตำรวจสองเรื่องออกฉายในเวลาไล่เลี่ยกัน หนึ่งนั้นคือ Invisible Target หนังตีแสกหน้าวงการตำรวจที่มีลีลานำเสนออย่างกลมกล่อม (หาอ่านได้ในรายชื่อรีวิวหนังด้านขวา)ส่วนอีกเรื่องเป็นการผงาดจอของราชาหนังบู๊ฮ่องกงในยุคนี้อย่าง ดอนนี่ เยน แท็คทีมกับ กู่เทียนเล่อ เล่าเรื่องราวของหน้าที่อันสำคัญของตำรวจนั่นคือการ “จับโจร” ซึ่งก็คือเรื่อง Flash Point ที่ผมกำลังจะทำการบอกเล่าดังต่อไปนี้ Flash Point เป็นผลงานการกำกับของ วิลสัน ยิป ก่อนที่จะมากำกับหนังระดับตำนานอย่าง Ip man

ในภาพรวมแล้ว Flash Point ยังคงเดินตามสูตรสำเร็จของหนังอาชญากรรมสไตล์ฮ่องกงทั่วไป ตำรวจคนหนึ่งแฝงตัวในแก๊งมาเฟียเพื่อสืบข่าว ส่วนอีกคนเดินหน้าลากตัวคนในแก๊งมาลงโทษตามข้อมูลที่ได้รับจากสปาย แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ Flash Point ดูดีมีราคาขึ้นมาก็คือ การให้ความสำคัญกับฉากบู๊แบบ Martial Art อย่างที่ยากจะหาผู้กำกับหนังอาชญากรรมคนอื่นขึ้นมาเทียบได้ และคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่สำคัญและดีที่สุดที่จะหาได้ในหนังของ วิลสัน ยิป ก็คือฉากบู๊นั่นเอง

ไห่เชิง(กู่เทียนเล่อ) ตำรวจหนุ่มต้องแฝงตัวเข้าไปในแก๊งมาเฟียชาวเวียตนาม ซึ่งมีหัวหน้าเป็นหนุ่มใหญ่สามพี่น้อง คือ แซม(เรย์ หลุย) พี่ใหญ่ผู้เฮฮา สำมะเลเทเมา , โทนี่(คอลลิน โชว) น้องรองผู้อำมหิต แต่มีฝีมือในการต่อสู้มากทีุ่สุด และ ไทเกอร์(หยูซิง) น้องสามผู้มีจุดเด่นของพี่ใหญ่และพี่รองผสมกันในตัว แต่ไม่สุดขั้วซักอย่าง เมื่อมีข่าวคราวอะไรคืบหน้า ไห่เชิงก็จะนำข่าวไปบอกกับ หม่าจุน(ดอนนี่ เยน) พาร์ทเนอร์ที่ทำงานร่วมกัน ซึ่งทั้งคู่เป็นตำรวจที่อยู่ภายใต้สังกัดของ สารวัตรหวง (เคน จาง)

แต่แล้วโทนี่ก็สืบรู้จนได้ว่าไห่เชิงเป็นหนอนบ่อนไส้ ที่จะจับพี่ใหญ่ตัวเองเข้าคุก ไห่เชิงไหวตัวทัน หลบหนีไปได้ ทว่าก็ต้องถูกทำร้ายจนขาซ้ายพิการ ส่วนแซมเองก็ถูกจับกุมในที่สุด ทางด้านหม่าจุนเอง ก็ละอายใจที่ตนเองมีส่วนเกี่ยวข้องทำให้ไห่เชิงต้องพิการ จึงทำทุกวิถีทางเพื่อชดใช้ให้ไห่เชิง เรื่องมีทีท่าว่าจะคลี่คลายลง แต่หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เมื่อโทนี่ตามจองล้างจองผลาญไห่เชิงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการลอบวางระเบิด และการจับตัว จูลี่(ฟ่านปิงปิง) แฟนสาวของไห่เชิงไป เพื่อให้ไห่เชิงยอมกลับคำให้การในศาล ว่าแซมไม่ผิด ทำให้หม่าจุนต้องออกโรงเพื่อช่วยเหลือไห่เชิง และลากตัวคนชั่วมาพิพากษาให้จงได้

 

ตัวละครหลัก
null

หม่าจุน(ดอนนี่ เยน) ตำรวจเลือดร้อน ทำอะไรไม่ค่อยคิดถึงผลที่ตามมา ขอเพียงงานสำเร็จเท่านั้น เป็นตำรวจที่มียอดจับกุมสูงสุดในแฟ้มประวัติ แต่เมื่อรู้ว่าไห่เชิงต้องพิการเพราะตัวเองเป็นต้นเหตุ เขาก็พร้อมที่จะทำทุกอย่าง เพื่อชดเชยให้ไห่เชิง

null

ไห่เชิง(กู่เทียนเล่อ) พาร์ทเนอร์ของหม่าจุน ซึ่งแฝงตัวเข้าไปในแก๊งมาเฟียเวียตนาม แต่ถูกจับได้ และถูกทำร้ายจนพิการ เป็นตัวแปรสำคัญและควบคุมทิศทางของเรื่อง

null

 

โทนี่(คอลลิน โชว) พี่รองของแก๊งมาเฟียเวียตนาม เป็นคนที่น่าำกลัวที่สุด เพราะมีบุคลิกเงียบขรึม แต่ฝีมือการต่อสู้เป็นเลิศ แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นคนรักพวกพ้อง ทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือพี่ใหญ่ที่โดนตำรวจจับกุมอยู่

null

จูลี่(ฟ่านปิงปิง) แฟนสาวของไห่เชิง ซึ่งต่อมาถูกแก๊งมาเฟียลอบทำร้ายและหมายเอาชีวิต เพื่อบีบให้ไห่เชิงช่วยเหลือพี่ใหญ่ของพวกมัน

Flash Point เป็นหนังที่ใช้แกนหลักของเรื่องว่าด้วยการ “จับคนร้าย” โดยเปิดเรื่องถึงการให้สัมภาษณ์ของสารวัตรหม่าจุนที่ว่า “ผมไม่รู้หรอกครับว่าผมจับคนผิดหรือไม่ เพราะหน้าที่ของผมก็คือ การจับคนร้ายเท่านั้น” ทว่า เพราะไอ้คำว่า “จับคนร้าย” นี่แหละ ที่ทำให้ชีวิตของตำรวจต้องปั่นป่วนไปมากน้อยขนาดไหน และเผลอๆตำรวจที่จับคนร้าย อาจจะโชคร้ายกว่าเจ้าทุกข์เสียอีกก็เป็นได้ ดังเช่นสิ่งที่ Flash Point ได้นำเสนอออกไป ในแง่มุมของตำรวจล้วนๆ ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ หรือความเสี่ยงต่างๆที่ตำรวจล้วนได้รับ ทั้งหมดก็เพื่อรักษาความยุติธรรมในสังคม และทำหน้าที่อย่างเหมาะสม เพื่อที่พวกเขาจะได้ชื่อว่าเป็น “ผู้พิทักษ์สันติราษฏร์” อย่างแท้จริง ตามที่ชาวบ้านตาดำๆได้พร้อมใจกันมอบสมญานามนี้ให้

พูดถึงวิธีการ”จับคนร้าย”ของตำรวจนั้น มีอยู่มากมายหลายแสน แต่ที่พอจะแบ่งแยกออกเป็นวิธีใหญ่ๆก็พอจะอนุมานได้ 2 วิธี นั่นคือ “ใช้สมอง” และ “ใช้กำลัง” ตัวละครไห่เชิงและหม่าจุนก็เป็นตัวละครที่สะท้อนถึงวิธีการทำงานของตำรวจ ไห่เชิงจับโจรโดยการแฝงตัวและส่งต่อข้อมูลไปยังตำรวจนายอื่นๆ เพื่อนำหลักฐานเหล่านี้ไปเอาผิดกับโจร ในขณะที่หม่าจุนจับโจรโดยการอัดแหลกลาญ โดยไม่สนใจว่าจะเกิดอะไรตามมา ขอเพียงจับโจรได้ตาม”หน้าที่”ก็เป็นพอ แต่หากจะบอกว่าวิธีจับโจรวิธีไหนดีที่สุด ก็คงจะตอบยาก เพราะตำรวจแต่ละนายล้วนมีแนวทางที่เป็นความถนัดของตนเอง แม้แต่ไห่เชิงและหม่าจุนที่มั่นใจว่าวิธีของตนเองดีหนักหนา ทว่าพวกเขาทั้งสองก็ยังพลาดท่าเสียทีให้กับพวกมันเข้าจนได้

 

ผู้กำกับวิลสัน ยิป มีความถนัดเกี่ยวกับการนำเอาสูตรสำเร็จเก่าๆ มาประยุกต์ใหม่ให้เกิดประโยชน์ในงานของตนเอง จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว อย่าง Flash Point เองที่ดูภายนอกก็เหมือนหนังตำรวจจับโจรทั่วๆไป แต่วิลสันได้สอดแทรกแง่มุมบางอย่างที่ “ลึก” กว่านั้น ถึงความเสี่ยงต่างๆของตำรวจในการจับโจร ไม่ว่าจะเป็นอันตรายที่เกิดขึ้นกับตนเองหรือคนรอบข้าง ล้วนแล้วแต่ส่งผลร้ายและความลำบากใจอย่างยิ่ง น่าเห็นใจตำรวจอยู่เหมือนกัน บางคดีพวกเขาไม่สามารถทำอะไรกับคนร้ายมากได้ เนื่องจากความเสี่ยงที่กล่าวมาข้างต้น ญาติอาจโดนขู่ฆ่า หรือถูกลอบทำร้ายต่างๆนานา ทำให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างล่าช้า ครั้นจะให้มีตำรวจขาลุยแบบผู้กองหม่าจุนขี่ม้าขาวมาช่วย ก็ดูจะเป็นเรื่องที่เกินจินตนาการไปซักหน่อย เพราะการที่จะหาตำรวจที่เพียบพร้อมทั้งฝีมือและความบ้าบิ่นอย่างผู้กองหม่าจุนคงเป็นไปได้อย่างยากเย็น

แต่บางครั้งความลำบากใจเหล่านั้น ก็เป็นความลำบากใจที่เกิดขึ้นจากตัวตำรวจเอง โดยที่ผู้ร้ายแทบไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ เช่นในกรณีของหม่าจุน เขาเป็นตำรวจเลือดเดือด ที่เลือกจะจับคนร้ายโดยวิธีซัดตะบันหั่นแหลก เป็นเหตุให้คนร้ายปางตาย หรือถึงตายก็มี เช่นตอนที่ไทเกอร์ น้องเล็กของแก๊งมาเฟียหลบหนีการจับกุมของหม่าจุน และทำร้ายเด็กผู้หญิงคนหนึ่งอาการสาหัส ทำให้หม่าจุนเดือดจัดถึงขนาดต่อยไทเกอร์จนตาย ทว่าสายตาของประชาชนที่มองเขาในขณะนั้น หม่าจุนมีสภาพไม่ต่างอะไรกับเครื่องจักรสังหาร บวกกับเนื้อเรื่องก่อนหน้านี้ที่เขาถูกผู้กำกับหญิงติติงเรื่องซ้อมผู้ต้องหาจนให้การไม่ได้ ทำให้ผมเองเกิดความสงสัยขึ้นในใจว่า “แล้วบรรทัดฐานของการจับคนร้ายมันอยู่ที่ไหนกันแน่?” ไอ้นั่นก็ไม่ดี ไอ้นี่ก็ไม่ได้ เป็นสิ่งที่ทำให้ได้คิดถึงการทำงานของตำรวจ และความลำบากใจ บางครั้งความลำบากใจอาจไม่ได้เกิดจากคนร้ายฝ่ายเดียว ลำบากใจเพราะประชาชน ลำบากใจเพราะตำรวจด้วยกันก็ยังมี บางทีอาจต้องอาศัยความ”พอดี”ในการจับคนร้าย หรือการเลือกที่จะใช้วิธีให้ถูกต้องกับสถานการณ์ ตอนแรกก็ใจเย็น เนิบๆไปก่อน แต่ถ้าจวนตัวหรือฉุดไม่อยู่จริงๆ ก็ค่อยลุยแหลกเอาให้มันตายกันไปข้าง น่าเสียดายที่ไห่เชิงและหม่าจุนมีความถนัดกันคนละด้าน ทำให้พลาดท่าให้กับคนร้าย จนต้องเดือดร้อนไปตามๆกัน 

 

ทว่าทางด้านฝั่งผู้ร้ายเองก็ใช่ว่าท้าทายอำนาจรัฐแล้วจะใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบาย แก๊งมาเฟียเวียตนามแม้จะเที่ยวเล่นได้ตามอำเภอใจ แต่ในสายตาของคนจีนแล้วพวกมันก็คือคนต่างด้าว ทำให้มาเฟียฮ่องกงไม่ใคร่จะไว้ใจซักเท่าไหร่นัก ทั้งยังต้องรับภาระคอยดูแลแม่ ที่เป็นโรคหลงๆลืมๆ อยู่บ่อยๆ แต่ด้วยความเป็นมือฉมังของพวกมันก็ทำให้สามารถเล่นแผนดัดหลังต่อกรกับเหล่ามาเฟียใหญ่ๆได้ ถึงขนาดลอบฆ่ากันก็ยังมี โดยเฉพาะพวกที่คิดล้างมือจากวงการ เพราะพวกมันรู้ดีว่า ใครที่ล้างมือจากวงการไปแล้วจะต้องกลายเป็นเป้าพยานปากสำคัญให้เหล่าตำรวจล้วงความลับและสาวมาถึงพวกมันได้อย่างแน่นอน

วิลสัน ยิป เล่าเรื่องความลำบากใจของตำรวจ ตัดสลับไปกับความได้ใจของคนร้ายที่สามารถอยู่เหนือกฏหมายได้ ช่วงต้นเรื่องเปิดตัวได้ค่อนข้างดี พอมีฉากบู๊มาให้หอมปากหอมคอ แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไร พ้นช่วง 15 นาทีแรกหนังก็เริ่มเล่าถึงชีวิตความเป็นอยู่ของฝั่งตำรวจและคนร้ายสลับกัน พอมีฉากให้ตื่นเต้นบ้าง แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไร และถ่ายทำไปอย่างเนิบๆ กระทั่งเนื้อเรื่องผ่านพ้นไปหนึ่งชั่วโมง Flash Point ก็พาทุกคนเข้าสู่การไล่ล่าอันลุ้นระทึก และนำไปสู่บทสรุปด้วยการฟัดกันกระหน่ำ และลากยาวไปกว่าเป็นเวลาเกือบยี่สิบนาที ซึ่งทำได้เจ๋งมาก คุ้มค่าแก่การรอคอยมาทั้งเรื่อง
null

ในด้านคิวบู๊นั้น ผู้รับผิดชอบก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เขาก็คือ ดอนนี่ เยน พระเอกของเรื่องนั่นเอง คิวบู๊ในเรื่องค่อนข้างต่างจากเรื่องที่ผ่านๆมาของดอนนี่ คือมีการผสมผสานท่าทางของศิลปะการต่อสู้ต่างๆ นำออกมาใช้ตามสถานการณ์ ซึ่งเรียกรวมกันว่า MMA หรือ Mixed Martial Art ซึ่งนอกจากจะเป็นการแสดงศักยภาพทาง Martial Art ของดอนนี่แล้ว ยังเป็นการคืนกำไรให้แก่ผู้ชมที่เป็นคอ Martial Art อีกด้วย ที่จะได้เห็นศิลปะการต่อสู้หลากหลายแขนงที่ขนกันมาใช้มาแลกหมัดกันอย่างเมามันส์ โดยเฉพาะในไคลแมกซ์สุดท้าย คือการปะทะกันระหว่าง ดอนนี่ เยน และ คอลลิน โชว ที่ถือเป็นแมทช์มาสเตอร์พีซอีกแมทช์หนึ่ง ที่วงการหนัง Martial Art ต้องจารึกมันเอาไว้ในประวัติศาสตร์ และถ้าไม่ว่าอะไร ผมขอให้นิยามสำหรับ Flash Point ว่า มันคือ “วิ่งสู้ฟัด ฉบับ ดอนนี่ เยน”

พูดถึงคอลลิน โชว ในเรื่องนี้เล่นได้น่าหมั่นไส้ดีทีเดียว และตีบทแตกกระจุย การแสดงสีหน้าท่าทางในการข่มอารมณ์ หรือทำหน้ากวนอวัยวะเบื้องต่ำ ก็สามารถถ่ายทอดออกมาได้ดี ขนาดผมดูไปยังหมั่นไส้ไป และในช่วงท้ายๆเืรื่องที่พี่แกต้องระเบิดอารมณ์ก็ทำออกมาได้ถึงพริกถึงขิง นี่ยังไม่นับคิวบู๊ที่มีโอกาสโชว์และแย่งซีนสองพระเอกตลอดเรื่อง นักแสดงคนนี้นับว่าเป็นดาว(ร้าย)ประดับฟ้าของวงการฮ่องกง ที่ยากจะหาผู้ใดมาทัดเทียม โดยเฉพาะความสามารถในด้านคิวบู๊และสตันท์ของเขา นับว่าวิลสันมีความชาญฉลาดในการคัดเลือกนักแสดงมาเป็นอย่างมาก ทำให้ทุกช็อตทุกซีน มีความน่าเชื่อถือและให้อารมณ์ร่วมไปกับเหตุการณ์ที่เหล่าตัวละครพบเจอมาได้อย่างน่าประทับใจ

 

นับว่าวิลสัน ยิป มีความพยายามสูง ที่จะนำเสนอหนังสูตรสำเร็จเดิมๆออกมาในรูปแบบที่แตกต่างออกไป แม้ความสามารถด้านการเล่าเรื่องของเขาจะยังไม่ถึงขั้นก็ตาม แต่คิวบู๊และฉากแอ็คชั่นต่างๆนับว่ายากจะหาใครมาสร้างสรรค์ให้เกิดความมันส์ขนาดนี้ได้ และโชคดีที่ Flash Point ไม่เพียงจะเป็นหนังต่อยตีแบบตำรวจจับโจรทั่วไป ทว่ายังสอดแทรกสาระและความสนุกเอาไว้อย่างครบครัน แม้จะไม่ถึงพร้อมทุกประการเหมือนหนังที่ออกฉายในปีเดียวกันอย่าง Invisible Target ทว่าบางด้านมันก็ถ่ายทอดออกมาได้ดีกว่าเรื่องดังกล่าวเสียอีก หาก Invisible Target เป็นหนังที่สมควรให้ตำรวจได้ดู Flash Point ก็คงเป็นหนังที่สมควรให้ประชาชนอย่างเราได้ดู เพื่อทำความเข้าใจถึงการทำงานของตำรวจที่ต้องพบเจออะไรมาบ้าง และผมก็ภาวนาเป็นอย่างยิ่งว่า อยากให้ตำรวจในบ้านเราเก่งแบบผู้กองหม่าจุนซัก 1000 คน คงจะดีต่อสังคมและประเทศของเราไม่น้อย