ดูหนังออนไลน์

ค้นหาหนัง

Code 8 ล่าคนโคตรพลัง (2019)

Code 8 ล่าคนโคตรพลัง (2019) - เว็บดูหนังดีดี ดูหนังออนไลน์ 2020 หนังใหม่ชนโรง

หมวดหมู่ : หนังแอคชั่น , หนังอาชญากรรม , หนังดราม่า , หนังวิทยาศาสตร์ Sci-fi , หนังระทึกขวัญ

เรื่องย่อ : Code 8 ล่าคนโคตรพลัง (2019)

ชื่อภาพยนตร์ : Code 8 ล่าคนโคตรพลัง
ประเภท : Crime, Drama, Sci-Fi
ผู้กำกับภาพยนตร์ : Jeff Chan
บทภาพยนตร์ : Jeff Chan, Chris Pare
นักแสดง : Robbie Amell, Laysla De Oliveira, Stephen Amell, Sung Kang, Kari Matchett, Greg Bryk, Peter Outerbridge, Karissa Strain, Martin Roach, Aaron Abrams, Natalie Lisinska, Alex Mallari Jr., Shaun Benson, Kyla Kane, Sarah Hödlmoser,
วันที่เข้าฉายในไทย : 20 กุมภาพันธ์ 2563

ในโลกที่ประชากร 4% เกิดมาพร้อมความสามารถพิเศษเหนือธรรมชาติ แต่ใช่ว่าพวกเขาจะกลายเป็นมหาเศรษฐรหรือซุปเปอร์ฮีโร่ พวกเขากลับถูกสังคมกดขี่ต้องให้ใช้ชีวิตอยู่อย่างอดอยาก เรื่องเริ่มขึ้นเมื่อชายคนหนึ่ง (ร็อบบี้ อาเมลล์, The Flash) ต้องดิ้นรนหาเงินมาเพื่อจ่ายค่ารักษาแม่ของเขา เขาทำงานเป็นกรรมกรจนกระทั่งเขาเข้าร่วมกับแก๊งโจร (สตีเฟ่น อาเมลล์, Arrow) ที่สอนให้เขาใช้พลังของตัวเองเพื่อก่ออาชญากรรม ซุงกัง (แฟรนไชส์ The Fast and the Furious) ที่ร่วมแสดงในหนังสั้นต้นฉบับ กลับมารับบทเดิมคือตำรวจที่คอยไล่ล่าโจรที่ใช้พลังแหกกฎหมายอย่างไม่ลดละ

 

CODE 8 (2019) ล่าคนโคตรพลัง พากย์ไทย ดูหนังใหม่ออนไลน์ฟรี HD ...

 

 

 

IMDB : tt6259380

คะแนน : 6.1

รับชม : 882 ครั้ง

เล่น : 549 ครั้ง


Code 8 ล่าคนโคตรพลัง (2019)

 
เป็นโปรเจคหนังที่ต่อยอดมาจากหนังสั้นของสองลูกพี่ลูกน้อง Stephen Amell จาก (Green Arrow จาก ซีรี่ส์ ARROW) และ Robbie Amell 
(Firestorm จาก The Flash) ที่ร่วมกันทำหนังสั้นลง Youtube เพื่อระดมทุนทำหนังยาว จนได้มีนายทุนสนใจในโปรเจคหนัง Supernatural Sci-Fi เรื่องนี้ออกมา ซึ่งต้องบอกว่า หนังมันมีกลิ่นอายของหนังหลายๆ เรื่องรวมอยู่ในตัวมันเอง ทั้ง Chronicle, I am Number Four, District 9 รวมไปถึงซีรี่ส์ Supernatural อีกด้วย 

 
เรื่องราวในโลกอนาคต ที่มีประชากร 4 % เกิดมาพร้อมความสามารถพิเศษเหนือธรรมชาติ แต่พวกเขากลับไม่เป็นที่ต้องการของสังคม “คอนเนอร์ รีด” ชายเจ้าของพลังเหนือมนุษย์จึงต้องต่อสู้ทำงานหนักเพื่อดูแลแม่ที่กำลังป่วยหนัก แต่ทว่าค่าแรงกรรมกรกลับไม่พอยาไส้ ทำให้เขาต้องเข้าไปพัวพันในโลกอาชญากรที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดระดับโลก โดยมี “แกร์เร็ตต์” ผู้ที่ทำให้เขาได้รู้ถึงพลังที่แท้จริงของตัวเอง แต่ความมันส์ระห่ำยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะคอนเนอร์ยังถูกไล่ล่าจากฝ่ายรัฐบาล นำโดย “เจ้าหน้าที่ปาร์ก” รวมถึงหุ่นยนต์เทคโนโลยีสุดไฮเทคที่จะมา “จับตาย” อาชญากรเหนือมนุษย์

 
ในช่วงต้น หนังเล่าเรื่องได้น่าสนใจกว่าตอนเป็นหนังสั้นซะอีก ฉากบางฉากนี่แทบจะยกมาจากหนังสั้นเลย เพียงแต่เพิ่มประเด็นเรื่องราวเข้าไปเพื่อให้หนังไม่กี่นาที กลายมาเป็นหนังเกือบสองชั่วโมงให้ได้ แต่พอเรื่องราวมันถูกลากยาวขึ้น มันเลยกลายเป็นว่ามีบางฉากบางตอนที่หนังกลับเดินเรื่องได้แบบค่อนข้างช้าเกินไปด้วยซ้ำ จากแค่ชิมลางเรื่องของเหล่า Supernatural ที่มีพลังพิเศษ แล้วต้องมาต่อยอดให้หนังสมบูรณ์ในตัวบท กลายเป็นว่าจับเอาประเด็นเรื่องราวของมาเฟียและการปล้นแบงค์เข้ามาใส่ ซึ่งก็พอถูไถไปได้จนจบ

 
แต่สิ่งที่หนังใส่เข้ามาแล้วเปลืองมากๆ คือเหล่าตัวละครในทีม Supernatural ทั้งหลายที่น่าจะเป็นตัวสร้างสีสันให้กับหนังมากกว่านี้ กลับกลายเป็นตัวประกอบง่อยๆ ที่ทำให้หนังดูผิดรูปผิดร่างแบบแปลกๆ ตัวละครที่มีพลังพิเศษที่หนังอุตส่าห์ใส่เข้ามาเป็นทีมงานเพื่อช่วยเหลือตัวเอก กลับกลายเป็นว่าหนังทิ้งตัวละครเหล่านั้นแบบไม่สนใจใยดี เหมือนลากออกมาวางไว้หน้าจอแล้วทิ้งไว้ให้ยืนล่องลอยอยู่กลางทาง

ตัวละครหลัก แน่นอนว่าต้องเป็น คอนเนอร์ (Robbie Amell) อยู่แล้ว อีกตัวที่เพิ่มเข้ามาแล้วเด่น ก็คงหนีไม่พ้นดาราหลักที่มายกระดับหนังให้ดูน่าสนใจขึ้นอย่าง Stephan Amell ในบท แกร์เร็ตต์ ที่เป็นเหมือนผู้เบิกเนตรให้เหล่า Supernatural ทั้งหลายให้เห็นความสามารถของตัวเอง ซึ่งความเห็นส่วนตัว คนนี้เหมือนเป็นหัวหน้าแก๊งค์ต้องควรจะโดดเด่นกว่านี้ อันนี้เหมือนไม่ได้มีอะไรพรีเมียม และเหมาะสมจะเป็นผู้นำมากกว่าตัวละครอื่นเลยด้วยซ้ำ ซึ่งก็ไปประจวบเหมาะกับที่ผมเกริ่นไปว่า ตัวละครที่ใส่เข้ามาไม่ได้ใช้ประโยชน์จากแต่ละตัวอย่างเต็มที่ รวมไปถึงตัวละครอย่าง ผู้กองปาร์ค ด้วย

ก็ต้องบอกว่า เป็นหนังที่น่าเสียดายอีกเรื่องที่ทำออกมาได้เกือบดีละ ติดตรงที่ว่าพอหนังสั้นมายืดเป็นหนังยาว มันเลยต้องใส่ประเด็นลอยๆ เข้าไปหลายประเด็น บวกกับความคล้ายคลึงกับหนังหลายๆ เรื่อง ทำให้บางส่วนบางตอนมันยืดเยื้อจนน่าง่วงนอน และบทสรุปของหนังก็ง่ายไปนิด กับตัวละครที่มีความน่าสนใจแต่ไม่ได้เอาออกมาใช้อย่างเต็มที่ ก็เลยกลายเป็นหนังที่ดูผ่านๆ เพลินๆ ไปอีกเรื่องละกัน